ครูนวพร

กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา

  • Today's Photo

  • Calendar:

    กุมภาพันธ์ 2010
    อา พฤ
    « ม.ค.    
     123456
    78910111213
    14151617181920
    21222324252627
    28  
  • Archieves:

  • Meta

  • จำนวนผู้เข้าชม

    • 182,032 hits

เศรษฐกิจพอเพียง .. ภูมิคุ้มกัน “โลกแตก”

แสดงความเห็นโดย Kru nawaporn บน กุมภาพันธ์ 1, 2010

Sufficient Economy: Immunity against “the end of the world”

ถ้ามองอย่างเป็นระบบ อย่างใช้ความรู้ อาจกล่าวได้ว่า “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่เป็นหนทางกู้ตำบล กู้ประเทศ ให้รอดพ้นจากวิกฤติเท่านั้น แต่ยังเป็นหนทาง “กู้โลก” กลม ๆ ใบนี้อย่างแท้จริง 

clip_image002แม้หัวข้อปาฐกถาจะกำหนดไว้เพียง “แนวทางการทำงานภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ต้องเข้าใจ” แต่เพราะได้สนองงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นเวลายาวนาน ทั้งในฐานะเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และบทบาทอื่นอีกมากมาย ทำให้เนื้อหาที่ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบล วิถีีพอเพียง ตั้งใจถ่ายทอดด้วยลีลาง่าย ๆ เป็นกันเองแก่ผู้บริหาร ปตท. และเจ้าหน้าที่ทั้งหมดของโครงการฯ เกือบ 200 คน ณ. สำนักงานใหญ่ ปตท. เมื่อปลายเดือนมีนาคม

คุณรู้หรือไม่ว่า โลกกำลังป่วยหนัก

ปัญหาของโลกทุกวันนี้ไม่ว่าเป็นปัญหาอะไร เกิดที่ไหนในโลก มีสาเหตุอย่างเดียว คือ การบริโภคที่เกินพอดีของมนุษย์ เพราะทุกวันนี้ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ที่ไหน ล้วนอยู่ภายใต้ระบบเดียวที่เหมือนกัน คือ ระบบบริโภคนิยม คนทุกคนจะถูกกระตุ้นให้บริโภค สื่อต่างๆ ที่ผ่านหู ผ่านตา ล้วนชักจูงและหลอกล่อให้บริโภคเกินพอดี กินเกินพอดี (กินของมันจนเกิดโรค) ใช้เกินพอดี (มีเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว มากเกินจนล้นตู้) สะดวกสบายเกินพอดี ทำให้การใช้พลังงานของโลกพุ่งกระฉูด (ใช้รถยี่ห้อแพงๆ กินน้ำมันเยอะๆ มีเครื่องอำนวยความสะดวกที่เกินจำเป็น)

ทำไม คนที่เข้าใจ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวง จึงยอมรับว่า เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอด เขาวิเคราะห์จากเหตุผลอะไร

ความสับสนเรื่องแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง”

เริ่มต้นกล่าวถึงคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง หลายคนรู้สึกว่ายากต่อการทำความเข้าใจ เป็นเช่นนี้เพราะที่ผ่านมาหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พยายามดึงเอาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปสู่กิจกรรมที่ตนเองทำอยู่ ทำให้ภาพออกมาสับสน ไม่ครอบคลุมความหมายทั้งหมด วนเวียนอยู่ในเรื่องปลูกผัก ทำปุ๋ย ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นธรรมะ ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร ถ้าเข้าใจ และนำไปปรับใช้ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการงาน ก็จะเกิดประโยชน์กับตนเอง เป็นหลักปรัชญาที่นำไปใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตได้ทุกระดับ ทั้งการบริหารประเทศ ในองค์กรขนาดใหญ่ ในครัวเรือน หรือแม้แต่ใช้กับชีวิตส่วนตัว ซึ่งถ้าเข้าให้ถึงแก่น จะไปถึงจุดหมาย คือ ความสุขที่ยั่งยืน แต่คนไม่ค่อยเชื่อ เพราะไม่เข้าใจ ไม่รู้จักฐานของปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็น เป็นเรื่องใกล้ชิดกับชีวิตของพวกเราทุกคน นั่นคือ ความเป็นมาและเป็นไปของโลกใบนี้ ทั้งๆ ที่เราต้องอาศัยและมีชีวิตอยู่บนโลก เราไม่เคยสนใจจะรู้จัก ไม่สนใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบนโลกกลมๆ ใบนี้

ปัญหาต่างๆ มีลำดับความเป็นมานับแต่วิวัฒนาการของโลก ถ้าเราศึกษา (ซึ่งเดี๋ยวนี้มีนักวิทยาศาสตร์ช่วยศึกษา) จะพบว่า โลกใบนี้เกิดมา 4,600 ล้านปีแล้ว ในช่วงค่อนแรกคือ 4,000 กว่าล้านปี แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่หลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน มีการปรับตัวครั้งใหญ่ที่เรียกว่าโลกแตกมาแล้วถึง 5 ครั้ง แต่ละครั้ง สิ่งมีชีวิต (สัตว์และพืช) เหลืออยู่ไม่ถึง 10% ครั้งสุดท้ายแตกเมื่อ 65 ล้านปีที่ผ่านมา ตัวเร่งให้เกิดการปรับตัวของธรรมชาติ คือคนเรานี่เอง นอกจากการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็วแล้ว (วันนี้ 6,700 ล้านคน) มนุษย์ยังบริโภคทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกใบนี้อย่างเกินพอดี ในขณะที่โลกยังเท่าเดิม ไม่ได้ใหญ่ขึ้นตามจำนวนคน ทุกวินาทีที่มนุษย์บริโภค (กิน ใช้ หายใจ ฯลฯ) เท่าไร ก็คายขยะให้โลกเท่านั้นโดยไม่รู้ตัว และไม่ได้คำนึงถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ยังไม่มีใครรู้แน่นอนว่า โลกจะแตกเป็นครั้งที่ 6 อีกเมื่อไร ทุกวันนี้เราเห็นสัญญาณเตือนภัยทางธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟป่า และพายุฝน ครบหมดแล้วทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ และแต่ละครั้งคนตายนับแสน

ลัทธิเอาอย่างของเมืองไทยและคนไทย

หันมาดูเมืองไทยของเราบ้าง นับแต่เรามีแผนพัฒนาแห่งชาติฉบับที่ 1 เมื่อปี 2504 ฝรั่งมาช่วยเราทำแผนก็ใส่ความคิดให้เราว่า ต้องทำให้เศรษฐกิจมันโตขึ้นเรื่อยๆ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรมที่เราส่งเสริม

พอถึงช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 5 เราก็อยากเป็นนิกส์ อยากเป็นเสือตัวที่ 5 ตอนนั้นตัวเลขของเราโตด้วยตัวเลขสองตัวติดต่อกันถึงสามปีคือ 13.2, 12.2, และ 11.6 ในขณะที่ภาคเกษตรซึ่งเป็นวิถีชีวิตหลักของคนไทยลดลงจากประมาณ 40% เหลือไม่ถึง 10% ของรายได้ของประเทศ ระหว่างที่เราชื่นชมตัวเลขทางเศรษฐกิจ เราก็มีปัญหาเรื่องการเมือง มีการปฏิวัติเป็นระยะ มีปัญหาเรื่องวิกฤติน้ำมัน เราสูญเสียป่าไม้ไปเป็นจำนวนมาก การกระจายรายได้ไม่ดี เกิดเงินเฟ้อ ที่สำคัญ คนยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น 

clip_image004ระหว่างนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ออกมารับสั่ง ให้พยายามทำให้ประเทศของเราพอมีพอกิน ซึ่งไม่มีใครสนใจเลย

หลังจากที่เศรษฐกิจโตติดต่อกัน 3 ปี ฟองสบู่ก็แตก

บทเรียนอันหนึ่งที่พบคือ เราอยากทำอย่างคนอื่นเขา อยากเป็นนิกส์ (NIC: New Industrialize Countries) อยากเป็นเสือตัวที่ห้า

“นี่คือนิสัยอยากเอาอย่างคนอื่นเขา  … ณ วันนั้น ไม่เคยถามตัวเองเลยว่า โดยสภาพทุนทั้งหมดที่เรามีอยู่ สภาพสิ่งแวดล้อม สภาพวิถีชีวิตของคนเรา เราควรจะเป็นตัวอะไรดี ลองคิดดูว่า ถ้าวันนั้น เราดำรงความเป็นควายของเราไว้ วันนี้เราอาจรวยไม่รู้เรื่อง”

หนทางสู่ความพอเพียง เพียงก้มดูตัวเองอย่างมีสติ

เศรษฐกิจพอเพียง ต้องเริ่มต้นด้วยการเหลียวมองดูรอบๆ ตัว อย่างมีสติ เห็นสิ่งต่างๆ แล้ว เอาปัญญาใส่เข้าไป แล้วเข้าสู่ธรรมะสามประการของความพอเพียงนั่นคือ ประมาณตน มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน

จะมีการประมาณตนได้ ต้องมีการประเมินตนเองก่อน จึงจะรู้ว่า จะประมาณตนเองได้แค่ไหน

“เห็นเอกสารของโครงการฯ ที่มีการทำบัญชีครัวเรือน ลงข้อมูลเรื่องรายรับรายจ่าย นั่นแหละการประเมินตนได้ทะลุปรุโปร่งตลอดเวลา ถ้าไม่มีการประเมินก่อนจะรู้ได้อย่างไรว่า จะประมาณได้อย่างไรว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ แค่ไหนอย่างไร”

เมื่อรู้ตัวแล้ว ได้ตัวเลขข้อมูลในเอกสารแล้ว นั่นแหละคือ ผลที่จะให้เราเดินไปข้างหน้าอย่างไร ทุนนิยมใช้กิเลสตัณหาเป็นตัวนำทาง แต่เศรษฐกิจพอเพียง ใช้เหตุใช้ผลและปัญญาเป็นตัวกำกับ เมื่อลงมือทำไปแล้ว ก็อย่าประมาทต้องสร้างภูมิคุ้มกัน ก็คือการจัดการความเสี่ยง แต่ทั้งหมดนี้ต้องทำอย่างมีความรู้ รอบคอบ และที่สำคัญต้องมีจิตใจที่มีคุณธรรม

clip_image006“เศรษฐกิจพอเพียง คือ เราชนะกิเลสไหม  … ไม่ใช่สอนให้ตัดกิเลส แต่ควบคุมกิเลสอย่าให้มันชนะเรา อย่าให้มันควบคุมเรา …”

เห็นด้วยอย่างยิ่งที่โครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบล วิถีพอเพียง ที่มุ่งลดรายจ่ายมากกว่าหารายได้

“นักพัฒนาในอดีตส่วนใหญ่ ไปบอกให้เพิ่มรายได้ซิอย่าอยู่เฉยๆ ทำอะไรต่ออะไร ผมก็เริ่มโง่มาอย่างนั้นเหมือนกัน แต่มาถึงตอนนี้ ผมเห็นแล้วว่า ขั้นตอนแรกต้องลดรายจ่ายก่อน มีสารพัดเลยที่เราจะลดได้ … มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราสามารถทำได้ทันที … ถ้าเรามีความคิดที่จะดำเนินชีวิตแบบพอเพียง”

ขอบคุณบทความจาก: วารสารสื่อพลังปีที่ 17 ฉบับที่ 3

เขียนแล้วใน ธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม, ศาสนา คำสอน จริยธรรม | Tagged: , , | Leave a Comment »

10 ปรากฎการณ์ประหลาด ผลกระทบวิกฤต "โลกร้อน!"

แสดงความเห็นโดย Kru nawaporn บน มกราคม 26, 2010

clip_image002ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัย “โลกร้อน” ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ อากาศร้อนขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังเป็นต้นเหตุของปรากฎการณ์แปลกๆ มากมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับการหายสาบสูญของทะเลสาบ โรคภูมิแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ วิถีโคจรของดาวเทียมในอวกาศ

สารภูมิแพ้แพร่ระบาด

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เกิดปรากฎการณ์ประหลาดขึ้นทุกๆ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ นั่นคือ ประชาชนไอ จาม ป็นภูมิแพ้ และหอบหืดกันง่ายขึ้นและบ่อยขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปกับสภาพมลพิษในอากาศ เป็นสาเหตุสำคัญของอาการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยใหม่ๆ ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นและมีระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมากขึ้น คือต้นเหตุทำให้พืชพรรณต่างๆ ผลิใบเร็วกว่าเดิม ขณะเดียวกันปริมาณละอองเกสรที่ฟุ้งกระจายไปตามอากาศก็มากขึ้นเช่นกัน คนที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืดเมื่อสูดละอองเหล่านี้เข้าไปมากๆ อาการจึงกำเริบง่าย

สัตว์อพยพไร้ที่อยู่

ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ทำให้สัตว์บางชนิด เช่น กระรอก ตัวชิปมังก์ หรือแม้กระทั่งหนู ต้องอพยพหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงขึ้น 

clip_image003สัตว์ที่กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ ได้แก่ “หมีขั้วโลก” ที่ในอนาคตอาจมีชีวิตอยู่ในถิ่นฐานเดิมแถบอาร์กติก ขั้วโลกเหนือไม่ได้ เนื่องจากธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว

“พืช”ขั้วโลกคืนชีพ

ช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ผลจากภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลายเพราะโลกร้อน ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของพืชและสัตว์จำนวนมาก  ตามปกติ พืชแถบอาร์กติกจะถูกปกคลุมอยู่ในน้ำแข็งตลอดทั้งปี

แต่ปัจจุบัน เมื่อน้ำแข็งละลายมากขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะในช่วงก่อนฤดูใบไม้ผลิต จึงทำให้พืชที่เคยถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งกลายเป็นอิสระ สามารถเริ่มกระบวนการสังเคราะห์แสงและกลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นอีก 1 ปรากฎการณ์ใหม่ของพื้นที่ขั้วโลกเหนือ

ทะเลสาบหายสาบสูญ

เรื่องประหลาดๆ ที่เกิดขึ้นในเขตอาร์กติก หรือ ขั้วโลกเหนือยังไม่หมดแค่นั้นมีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา “ทะเลสาบ” ประมาณ 125 แห่งได้หายสาบสูญไปจากเขตอาร์กติก เป็นสัญญาณหนึ่งที่ช่วยให้เห็นว่า ภัยโลกร้อนส่งผลกระทบเร็วมากต่อสภาพแวดล้อมแถบขั้วโลก

สาเหตุที่ทะเลสาบหายไปก็เพราะ “เพอร์มาฟรอส” ที่เป็นน้ำแข็งแข็งตัวอยู่ใต้พื้นทะเลสาบนั้นละลายหมดสิ้นไป ดังนั้น น้ำในทะเลสาบจึงซึมเข้าสู่พื้นดินข้างใต้ได้ เหมือนกับเวลาเราดึงจุกปิดน้ำออกจากอ่างอาบน้ำแล้วน้ำจึงไหลหมดไปจากอ่างนั่นเอง

นอกจากนี้ การที่ทะเลสาบขั้วโลกหายวับไป ยังส่งผลลูกโซ่ปั่นป่วนไปถึงระบบนิเวศในพื้นที่ที่พึ่งพิงน้ำจากทะเลสาบอีกด้วย

น้ำแข็งใต้พื้นโลกละลาย

ภาวะโลกร้อนไม่ได้เพียงแค่ทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ชั้นน้ำแข็งถาวรที่มีอยู่ใต้พื้นผิวโลกค่อยๆ ละลายลดปริมาณลงไปเช่นกัน

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคตก็คือ จุดใต้พื้นโลก ซึ่งเคยเป็นน้ำแข็งหายไปจนเกิดเป็น “รูรั่ว” ใต้ดินขึ้นมา

เมื่อเป็นเช่นนี้สภาพทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่ย่อมเปลี่ยนไปสิ่งปลูกสร้าง หรือ สิ่งก่อสร้างของมนุษย์ เช่น ทางรถไฟ ถนน บ้านเรือน ฯลฯ ซึ่งตั้งอยู่เหนือจุดดังกล่าวมีโอกาสได้รับความเสียหายตามไปด้วย

ถ้าปรากฎการณ์น้ำแข็งละลายเกิดขึ้นบนที่สูง เช่น ภูเขา จะก่อให้เกิดภัยธรรมชาติตามมา อาทิ หินถล่มและโคลนถล่ม เป็นต้น

ชนวนเกิดไฟป่า

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันทั่วโลก ว่า ภัยโลกร้อนเป็นสาเหตุให้ธารน้ำแข็งละลายและพายุก่อตัวบ่อยและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต

ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะโลกร้อนยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด “ไฟป่า” ได้ง่ายขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก และชาติเมืองหนาวในซีกโลกตะวันตก ซึ่งตามปกติไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องไฟป่า ก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้กันแล้ว เหตุเพราะสภาพป่าแห้งกว่าเดิม จึงเป็นเชื้อไฟอย่างดี

ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงอยู่รอด

โลกร้อนส่งผลให้หน้าหนาวหดสั้นลง และหน้าร้อนมาถึงเร็วขึ้น

บรรดา “นกอพยพ” หลายสายพันธุ์ต่างมึนงง ปรับ “นาฬิกาชีวภาพ” ในตัวของมันให้เข้ากับสภาพความผันแปรของฤดูกาลที่บิดเบี้ยวไปไม่ทัน สัตว์ที่จะเอาชีวิตรอดจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนในทุกวันนี้ได้ต้องเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้น ในที่สุดสัตว์ที่อยู่รอดจะต้อง “กลายพันธุ์” หรือปรับพันธุกรรมในตัวมันเสียใหม่ เพื่อรับมือภัยโลกร้อนให้ได้ และมีสัตว์หลายชนิดกำลังวิวัฒนาการตัวเองเช่นนั้นอยู่

ดาวเทียมโคจรเร็วกว่าเดิม

clip_image004การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าถ่านหิน ยวดยานพาหนะ ฯลฯ คือ ตัวการสำคัญของวิกฤตโลกร้อน

ล่าสุดพบว่า เจ้าก๊าซตัวเดียวกันนี้เองที่ขึ้นไปสะสมมากขึ้นในชั้นบรรยากาศโลก ได้กลายเป็นต้นเหตุทำให้ “ดาวเทียม” ที่อยู่ในวงโคจรโลกเคลื่อนที่เร็วกว่าเดิม

ตามปกติ อากาศในบรรยากาศชั้นนอกสุดของโลกจะเบาบาง แต่โมเลกุลของอากาศจะยังคงมีแรงดึงดูดมากพอในการทำให้ดาวเทียมโคจรช้าๆ ดังนั้น เราอาจเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างว่า ผู้ควบคุมต้องจึดระเบิดดาวเทียมเป็นระยะๆ เพื่อให้ดาวเทียมโคจรต่อไปอย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ลอยไปสะสมในบรรยากาศชั้นล่างมากไป จะทำแรงดึงดูดของบรรยากาศชั้นนอกสุดลดกำลังลง ดาวเทียมจึงโคจรเร็วกว่าปกติ

ภูเขากระเด้งตัวเหนือพื้นโลก

ภูเขาและเทือกเขาสูงหลายแห่งทั่วโลกกำลังขยายตัว “สูง” ขึ้น เพราะผลจากโลกร้อน!

นั่นเป็นเพราะ ตามธรรมชาติที่ผ่านๆ มานับพันปี ยอดภูเขาในเขตหนาวเย็นโดยทั่วไปจะมี “น้ำแข็ง” ปกคลุมอยู่ ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับตุ้มน้ำหนักที่คอยกดทับให้ฐานล่างของภูเขาทรุดต่ำลงไปใต้พื้นผิว

เมื่อน้ำแข็งบนยอดเขามลายสูญสิ้นไป ส่วนฐานล่างที่เคยถูกกดจมดินลงไปจะค่อยๆ กระเด้งคืนตัวกลับมาเหนือผิวโลกอีกครั้ง

โบราณสถานเสียหาย

โบราณสถาน เมืองเก่าแก่ ซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ อันเป็นสิ่งแสดงถึงวัฒนธรรมอันรุ่งเรื่องของมนุษย์ในอดีตได้รับผลกระทบจากโลกร้อน

เหตุเพราะโลกร้อนทำให้อากาศทั่วโลกแปรปรวน ทั้งเกิดพายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง และล้วนแต่ยิ่งสร้างความเสียหายให้กับมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมอยู่แล้ว

โบราณสถานอายุ 600 ปีในจังหวัดสุโขทัยของประเทศไทยเรา ก็เคยเสียหายอย่างหนักเพราะภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเป็นผลจากภัยโลกร้อน มาแล้วเช่นกัน

ขอบคุณที่มา :  Web Guide 4 มีนาคม 2552 อักษรเจริญทัศน์

เขียนแล้วใน ธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม | Tagged: , , , | Leave a Comment »

Hug Therapy: การบำบัดด้วยการกอด

แสดงความเห็นโดย Kru nawaporn บน มกราคม 22, 2010

j0309137 บางคนอาจะไม่เคยได้ยินว่าการกอดเป็นการบำบัดวิธีหนึ่ง แต่ทุกคนก็คงจะทราบว่าการกอดเป็นสัมผัสที่ดี    การบำบัดด้วยการกอดนี้เป็นทฤษฎีที่พูดถึงการสัมผัส  ซึ่งการสัมผัสนั้นไม่พียงแต่ดี แต่เป็นเรื่องจำเป็น   มีการวิจัยที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ว่า  การถูกกระตุ้นโดยการสัมผัส  เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสรีระร่างกาย  ความสำคัญนี้ สำคัญพอๆกับภาวะสมดุลของร่างกายและจิตใจ

            การใช้ การสัมผัสบำบัด เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการบำบัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดทางการพยาบาล เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการอบรมในหน่วยงานทางการแพทย์ใหญ่ๆในต่างประเทศ หลายแห่ง  มีศูนย์ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการสัมผัสเช่น  สถาบันการวิจัยเรื่องการสัมผัสที่มหาวิทยาลัยไมอามี  (Touch Research Institutes at the University of Miami School of Medicine)

Dolores Krieger   R.N. Ph.D.  เป็นศาสตราจารย์ทางการพยาบาลที่ New York University และเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาการบำบัดด้วยการสัมผัส กล่าวว่า บุคคลที่ได้รับการกอด หรือกอดผู้อื่น จะทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของ Hemoglobin ทำให้การลำเลียงของ oxygen ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่างๆ ทำงานได้อย่างทั่วถึง ทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา

            มีงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้วิธีกอดในผู้ป่วยสูงอายุ (อายุ70ปีขึ้นไป)   พบว่า เมื่อใช้การกอดบำบัด ทำให้ผู้สูงอายุ มีภาวะสุขภาพที่ดีขึ้น มีความกระตือรือร้น มีความต้องการที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่างๆมากขึ้น

            การสัมผัสช่วยบรรเทาความเจ็บปวดซึมเศร้า และความวิตกกังวล ทำให้ผู้ป่วยมีความตั้งใจที่จะมีชีวิตอยู่ การสัมผัสช่วยให้เด็กคลอดก่อนกำหนดได้รับการชดเชยเหมือนอยู่ในตู้อบ ทำให้เด็กเติบโต มีทักษะในการดำเนินชีวิต

            ผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หลายการทดลองเกี่ยวกับสัมผัส  ได้ผลว่า

1.  ทำให้เรารู้สึกดีต่อตนเอง และสิ่งแวดล้อม

2.  ทำให้เกิดผลด้านบวกของการพัฒนา IQ เด็ก

3.  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระ สามารถวัดผลได้ทั้งผู้ที่สัมผัสและผู้ถูกสัมผัส

การสัมผัสมีหลายรูปแบบ แต่การกอดเป็นการสัมผัสที่เฉพาะ และเป็นหนทางหลักที่จะบำบัดเพื่อสุขภาพ

พลังของการกอด

การกอดทำให้เกิดหลายสิ่ง หลายอย่างที่คุณไม่เคยคิดถึงมาก่อน

1.  ทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ

2.  คลายความรู้สึกหายเหงา

3.  เอาชนะความกลัวได้

4.  เป็นประตูเปิดไปสู่ความรู้สึกอื่นๆ เข้าถึงความรู้สึกอื่นๆ

5.  สร้างความภาคภูมิใจ

6.  เป็นการช่วยคนที่ไม่มีใครสนใจ

7.  ช่วยชลอความแก่

8.  ช่วยลดน้ำหนักได้  ความอยากอาหารจะลดลง เนื่องจากได้รับการเติมเต็มในเรื่องความเอาใจใส่

สิ่งดีอื่นๆจากการกอด

1.  ลดความตึงเครียด  ต่อสู้อาการนอนไม่หลับ

2.  ทำให้กล้ามเนื้อแขน ขา ไหล่ได้ทำงาน

3.  ช่วยยืดกล้ามเนื้อสำหรับคนที่เตี้ยให้สูงขึ้น  เมื่อไปกอดคนที่สูงกว่า

4.  ช่วยทำให้คนสูงเตี้ยลง เมื่อไปกอดกับคนที่สูงน้อยกว่า

5.  เป็นทางเลือกในการให้คำมั่นสัญญา ความผูกพัน

6.  ช่วยในเรื่องภาวะสุขภาพ

7.  ทำให้เกิดความคุ้นเคย สนิทสนมกันมากขึ้น

ผลกำไรจากการกอด

1.  สะท้อนให้เห็นสิ่งแวดล้อมที่ดี บรรยากาศที่ดี

2.  เป็นการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดพลังงาน  รักษาความอบอุ่นในการสัมผัส

3.  สามารถทำได้ทุกที่ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ สามารถกระทำได้ตั้งแต่บันไดบ้านจนถึงที่ประชุมบริหาร

4.  ทำให้วันที่มีความสุข ยิ่งมีความสุขมากยิ่งขึ้น

5.  ส่งผ่านความรู้สึกที่เป็นเจ้าของ

6.  เติมเต็มช่องว่างให้กับชีวิต

7.  ความคงอยู่ของความรู้สึก แม้ว่าจะเลิกกอดแล้ว

การกอดเพื่อสุขภาพ

            การกอด คือภาวะสุขภาพ  ช่วยให้ระบบภูมิต้านทานในร่างกาย ทำงานได้ดีขึ้น สุขภาพจะดีขึ้น  รักษาภาวะซึมเศร้า ลดความตึงเครียด  ทำให้มีชีวิตชีวา  เป็นยาที่วิเศษ ไม่มีผลข้างเคียง  การกอดเป็นเรื่องธรรมชาติ และเรื่องชีวภาพ  เป็นความอ่อนโยน ความอ่อนหวานอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีพิษภัย   ทำให้เกิดความเข้าใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความผสมกลมกลืน

การกอดเป็นวิธีปฏิบัติที่สมบูรณ์ มีพลังสูง พิสูจน์ได้ตลอดเวลา ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่เกิดมลภาวะ

            กอดวันละครั้ง ทำให้ห่างไกลจากการพบแพทย์   (A Hug a Day Keeps The Doctor Away) การกอดเป็นวิธีการเริ่มต้นวันที่ดี   มีความจำเป็นในการสร้างภาวะสมดุลของอารมณ์   มีการทดลอง ที่แสดงผลว่าการกอดทำให้คนรู้สึกดีกับตนเอง ทำให้พัฒนาทักษะในการสื่อสารในเด็ก ช่วยปรับปรุงสุขภาพจิตของคนที่ถูกกอด

            ยกตัวอย่างบทความเรื่อง  “การกอดเป็นการช่วยชีวิต”   เป็นเรื่องของเด็กแฝด 2 คน ที่คลอดออกมาในสัปดาห์แรก และให้อยู่ในตู้อบคนละตู้ และเด็กแฝดคนหนึ่งอยู่ในภาวะที่ทุกคนไม่คิดว่าจะมีชีวิตรอด    มีพยาบาลคนหนึ่งมีความคิดที่สงสารเด็ก จึงทำผิดระเบียบโดยนำเด็กแฝดที่ไม่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่รอดไปอยู่กับฝาแฝดพี่น้องในตู้อบเดียวกัน    เมื่ออยู่ด้วยกันทั้งคู่ใช้แขนกอดกัน เป็นที่น่าอัศจรรย์ ที่เด็กแฝดที่อ่อนแรง มีการปรับเปลี่ยนของอัตราการหายใจและอุณภูมิในร่างกาย และเข้าสู่ภาวะปกติในเวลาต่อมา

j0430778Kathleen  Keating   เป็นพยาบาลและเป็นผู้ที่มีความรู้เชี่ยวชาญในประโยชน์ของการกอด ได้แต่งหนังสือ การบำบัดด้วยการกอด (Hug  Therapy)   ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญ และเห็นถึงพลังของการกอด   มีการทดลองหลายการทดลองที่แสดงให้เห็นว่า  การกอดทำให้ เด็กๆ ได้พัฒนาในทักษะทางภาษา  และ IQ   และ มีตัวอย่างจาก  David Bresler Ph.D. ซึ่งเป็นผู้บริหารของ  UCLA   (University   Of   Callifornia   Losanglelis)  ทำงานในคลินิกที่รักษาอาการเจ็บปวด  ได้ศึกษาหาวิธีการที่ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บป่วย  จึงได้ทดลองนำผู้ป่วยหญิงที่มีความทุกข์ทรมานจากการ เจ็บปวด  มารักษาด้วยวิธีการกอด  โดยให้สามี กอดหญิงเหล่านั้น วันละ  4 ครั้ง  แม้ได้รับการบำบัดเพียง 1 ครั้ง ความเจ็บปวด มีอัตราลดลง

            Helen Colton ผู้แต่งหนังสือ The Gift of Touch เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการสัมผัส กล่าวว่า การสัมผัสเป็นพื้นฐานของการรักษา สำคัญกว่าการรักษาด้วยยา ได้สังเกตว่า บุคคลที่ได้รับการกอด จะมีความรู้สึกพึงพอใจ ทำให้สภาพร่างกายและอารมณ์มีความเข้มแข็งพร้อมที่จะต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคต่างๆได้

            เรื่องการสัมผัสได้รับความนิยมทางด้านตะวันตก  ในทศวรรษที่ผ่านมา  เมื่อบิดา มารดา ไม่มีเวลาที่จะกอดเด็กๆ  จึงนิยมใช้ตุ๊กตาหมีให้เด็กกอดแทน  การผลิตตุ๊กตาหมีจึงผลิตกันอย่างแพร่หลาย

การกอดเพื่อการทักทาย หรือการทำเพียงผิวเผิน ไม่ถือว่าเป็นการกอดเพื่อการบำบัด 

Delhi  Sanjivini  เป็นศูนย์การรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านจิตใจที่รู้จักกันดีในประเทศอินเดีย  ได้ใช้วิธีการรักษาด้วยผู้ป่วยจิตเภทโดยการกอด   ซึ่ง Dr. Rajat Mitra  (หัวหน้าศูนย์)  ได้จัดหาอาสาสมัครที่จะมาบำบัดผู้ป่วยโดยการกอด  ซึ่งจะใช้ในผู้ป่วยเพศเดียวกัน  Dr. Rajat Mitra  กล่าวว่า ผู้ป่วยจิตเภทจะมีลักษณะของการถดถอย จึงใช้วิธีการรักษาที่เป็นธรรมชาติ เช่นถ้าเราพบเด็กอายุ 2 ปี ร้องไห้ เราก็นำเด็กมานั่งตัก เป็นการช่วยเหลือที่ง่ายๆ  ไม่ต้องอาศัยหลักปรัชญาที่ยุ่งยากใดๆ

ในปี 1998  มีการศึกษาที่ได้รับการเผยแพร่ใน วารสาร  American Medical  Association  มีการทดสอบศูนย์การรักษาด้วยการบำบัด  21 แห่ง พบว่า การสัมผัสช่วยป้องกันพลังงานในบุคคลได้ 100 %   มีงานวิจัย 6 เรื่องที่สนับสนุนข้อความดังกล่าว

Wirth. (1990)   ได้ทำการทดลองการหายของแผลบนผิวหนัง โดยใช้การสัมผัส    โดยรับสมัครผู้เข้ารับการทดลอง เป็นผู้ที่มีแผลที่แขนและเป็นผู้ที่ไม่เคยรักษาด้วยการสัมผัสหรือด้วยวิธีอื่นๆมาก่อน แบ่งกลุ่มที่ศึกษาเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม  ผลการทดลองพบว่าหลังจากใช้วิธีการสัมผัส 16 วัน แผลของกลุ่มทดลองหายอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่กลุ่มควบคุมแผลยังไม่หาย

ข้อมูลในประเทศไทย

            จากบทความของโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์  ได้กล่าวถึงการกอดไว้ว่า….

            การกอด .. มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค ผ่อนคลายความเครียด ลดความกดดัน และทำให้นอนหลับสนิทช่วยให้คนเรามีชีวิตชีวา กระปรี้กระเปร่า และไม่มีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ .. การกอดคือยาวิเศษดีๆ นี่เอง

            การกอด .. เป็นผลิตผลของธรรมชาติ ได้จากสิ่งมีชีวิต ไม่ต้องผสมเทียม ไม่ก่อมลภาวะ ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม และมีประโยชน์เต็ม 100 %

            การกอด .. เป็นของขวัญชิ้นเยี่ยม เหมาะสำหรับทุกโอกาส มอบให้กับบุคคลพิเศษของคุณ เพื่อเป็นการแสดงถึงความห่วงใยของคุณมาในรูปแบบของตัวเอง และแน่นอนว่ายินดีรับคืนเต็มที่เช่นกัน

            การกอด .. ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง ไม่ต้องใช้ถ่านให้สิ้นเปลือง ไม่ยืด ไม่หด ไม่มีไขมัน ไม่ต้องผ่อนชำระ ใครก็ขโมยไม่ได้ และไม่ต้องเสียภาษี

            การกอด .. ใช้ทรัพยากรน้อย แต่มีอำนาจมหัศจรรย์ เพียงเราเปิดใจและอ้อมแขน

รศ.พญ.ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันสร้างสรรค์ศักยภาพสมอง  ได้แนะถึงวิธีการส่งเสริมให้ลูกมีความฉลาดทางอารมณ์ว่า  ในส่วนของการเลี้ยงดูควรให้ความรัก ความอบอุ่น การกอด และสัมผัสเป็นการสื่อความหมายถึงความรักให้กับเด็กได้

            นอกจากนี้การศึกษาระบบใหม่ที่เรียกว่า นีโอฮิวแมนนิส  (Neo Humanist)  ซึ่งเป็นแนวทางการศึกษาที่มุ่งพัฒนา ‘อัจฉริยภาพ’ ในตัวเด็กด้วยการพัฒนารอบด้านทั้งร่างกาย สมอง ประสาทสัมผัส ในบรรยากาศผ่อนคลาย สนุกสนาน จะใช้วิธีการ การกอด การสัมผัส การพูดเชิงบวก การทำโยคะ อาสนะและสมาธิ   ดังนั้นก่อนออกจากห้องกิจกรรม หรือหลังจากการเรียกชื่อ  เด็กๆ ทุกคนจะได้กอดกัน   วิธีการการกอดเป็นวิธีการหนึ่งนอกเหนือจาการเล่านิทาน  การฟังเสียงเพลง ซึ่งเป็นหลักการคลื่นสมองต่ำ  นักวิทยาศาสตร์ได้ประดิษฐ์เครื่องมือวัดคลื่นสมอง ซึ่งสามารถตรวจพบว่าประสิทธิภาพการทำงานของคนเราจะแปรเปลี่ยนไปตามคลื่นสมองที่เราส่ง ยิ่งต่ำลงมากเท่าไรจะยิ่งมีประสิทธิภาพดีมากขึ้นเท่านั้น  นอกจากนี้ หลักการ ให้ความรักเป็นวิธีการหนึ่งที่เกิดผลดีกับเด็กซึ่งวิธีการได้จะได้ความรัก มีดังนี้

          1. รอยยิ้ม ตามหลักจิตวิทยา การยิ้มคือการยอมรับในความเป็นมนุษย์
          2. คําชม การนําเอาข้อดีมาพูด
          3. การสัมผัส ในเด็กวัย 3-6 ขวบต้องการสิ่งนี้มาก นักจิตวิทยาบอกว่าคนเราต้องการ   การสัมผัสอย่างน้อย วันละ 4 ครั้งเพื่อการมีชีวิตรอด 8 ครั้งเพื่อการมีชีวิตอยู่อย่างปกติ และ 14 ครั้ง เพื่อการมีชีวิตอย่างมีความสุข ถ้าไม่ได้รับเลยเขาจะอารมณ์ไม่ดี

 สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น  กล่าวถึง  การชื่นชมเด็กที่มีสมาธิสั้นว่า  การกอดรัดสัมผัสโดยพ่อแม่จะช่วยทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ไม่คิดว่าตนเองโดดเดี่ยว หรือถูกทอดทิ้ง เด็กจะภาคภูมิใจและมั่นใจในตนเองมากขึ้น

วิธีการกอด

Dr. Sidney Simon อธิบายวิธีการกอด ดังนี้

1.  คน 2 คนอยู่ด้วยกัน  มองหน้าซึ่งกันและกัน

2.  ไม่มีท่าทางที่ปฏิเสธการกอด

3.  ในการกอดแต่ละครั้งให้แสดงอย่างเต็มที่ถึงบุคลิกและสิ่งที่คุณต้องการมอบให้

4.  กอดโดยถ่ายทอดความรู้สึกที่สมบูรณ์และปราศจากความกลัว

5.  เป็นการสื่อสารที่ไม่ต้องใช้คำพูดให้ยุ่งยาก

….  วันนี้คุณกอดใครแล้วหรือยัง?  ….

ซาเทียร์ Virginia Satir (family therapist) กล่าวว่า

คนเราต้องการการกอดวันละ  4 ครั้ง เพื่อการดำรงชีวิต

คนเราต้องการการกอดวันละ  8 ครั้ง เพื่อการดำเนินชีวิต

คนเราต้องการการกอดวันละ 12 ครั้ง เพื่อการเจริญเติบโต

บทความโดย: นางสาวชัด ยุงสันเทียะ พยาบาลวิชาชีพ 7 สถาบันราชานุกูล “Hug Therapy: การบำบัดด้วยการกอด”

เขียนแล้วใน นานาสาระ ... | Tagged: , , | Leave a Comment »