มารู้จักฟิล์มกรองแสงกันเถอะ
Posted by Kru nawaporn บน มิถุนายน 21, 2009
เท่าที่ได้รับฟังจากการเลือกซื้อฟิล์มกรองแสง พบว่า ส่วนหนึ่งของผู้บริโภคยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง โดยเฉพาะความเข้าใจระหว่างความทึบแสงกับความสามารถในการป้องกันความร้อน ความเข้าใจที่ว่า ฟิล์มที่มีสีเข้ม หรือทึบ ช่วยลดความร้อนได้ดี
ในความจริงแล้ว สีหรือความทึบของฟิล์มกรองแสงไม่ได้เป็นตัวช่วยลดความร้อน แต่กลับเป็นสารเคลือบตัวอื่นๆ ที่ทำหน้าที่หลักนี้ต่างหาก ลองมาดูว่าส่วนประกอบจากความร้อนที่เราได้รับมีอะไรบ้าง
ส่วนประกอบของความร้อนที่เราได้รับนั้นมีสัดส่วนและแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
· ความสว่างของแสงมีสัดส่วน 44%
· รังสีอินฟาเรด (รังสีใต้แดง) มีอยู่ 53%
· รังสียูวี (รังสีเหนือม่วง,รังสีอุลตร้าไวโอเลต) มีอยู่ 3%
ดังนั้น ฟิล์มกรองแสงที่สามารถลดความร้อนได้ดีควรจะลดรังสีทั้ง 3 ส่วนได้มากๆ
ตัวอย่างเช่น
หากผู้บริโภคติดฟิล์มกรองแสงที่มีความทึบแสงมากๆ แต่ฟิล์มกรองแสงนั้นๆ เป็นประเภทฟิล์มย้อมสี หรือเป็นฟิล์มกรองแสงที่ไม่ได้มีส่วนผสมของโลหะ หรือสารพิเศษใดๆ ท่านจะรู้สึกถึงความร้อนที่ผ่านชั้นผิวของฟิล์มกรองแสงเข้ามา
นั่นก็คือ ฟิล์มกรองแสงนั้นๆสามารถลดได้แค่ความสว่างของแสงที่มีสัดส่วนอยู่ 44% แต่รังสีอินฟาเรดยังสามารถผ่านทะลุเข้ามาได้จนรู้สึกถึงความร้อน
ในทางกลับกันหากผู้บริโภคติดฟิล์มกรองแสงที่มีส่วนผสมพิเศษไม่ว่าจะเป็นส่วนผสมของโลหะหรืออื่นๆ แต่ฟิล์มกรองแสงนั้นๆ มีค่าความทึบแสงน้อย (แสงส่องผ่านเข้าไปได้เยอะ) ท่านก็จะรู้สึกถึงความร้อนจากความสว่างของแสงที่ส่องผ่านฟิล์มกรองแสงเข้ามา ส่วนรังสียูวีนั้นเป็นส่วนประกอบน้อยมากของความร้อน (3%) ซึ่งฟิล์มกรองแสงเกือบทั้งหมดสามารถลดรังสียูวีได้มากกว่า 95% อยู่แล้ว
ประเภทของฟิล์มกรองแสง
ฟิล์มกรองแสง ผลิตจากแผ่นโพลีเอสเตอร์ที่มีความเหนียว บาง เรียบ สามารถแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกับกระจก โดยยึดกับกระจกด้วยกาวที่มีความใส ดังนั้น เราจึงมองผ่านฟิล์มกรองแสงได้ชัดเจน ณ ปัจจุบันสามารถแบ่งโครงสร้างฟิล์มกรองแสงได้ดังนี้
ฟิล์มกรองแสงชนิดธรรมดา (ไม่มีส่วนผสมของโลหะหรือสารพิเศษอื่นๆ) โดยฟิล์มกรองแสงชนิดนี้ก็จะมีชนิดย่อยตามการผลิตอีกคือ
ฟิล์มกรองแสงประเภทสีผสมในกาว
ฟิล์มกรองแสงประเภทย้อมสี
ฟิล์มกรองแสงประเภทสีอยู่บนเนื้อฟิล์ม
ฟิล์มกรองแสงประเภทสีอยู่ในเนื้อฟิล์ม
ซึ่งฟิล์มกรองแสงแต่ละชนิดเป็นเทคนิคในการผลิตซึ่งแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติทางด้านอายุการใช้งานและราคาที่แตกต่างกัน แต่ในส่วนคุณสมบัติอื่น เช่น การลดความร้อนไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก
สรุป ในส่วนของฟิล์มกรองแสงชนิดธรรมดาจะได้ดังนี้คือ
ระดับราคาจากถูกไปหาแพง 1 – 2 – 3 – 4
อายุการใช้งานของฟิล์มกรองแสงจากมากไปหาน้อย 4 – 3 – 2 – 1
ฟิล์มกรองแสงชนิดเคลือบโลหะ โดยแผ่นโลหะนี้จะถูกนำไปประกบหรือรวมกับฟิล์มกรองแสงชนิดธรรมดา โดยแผ่นโลหะจะมีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันรังสีอินฟาเรดได้ดี ทำให้ฟิล์มกรองแสงประเภทนี้สามารถลดความร้อนได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็สามารถแบ่งได้เป็นชนิดโครงสร้างหลักๆตามฟิล์มกรองแสงชนิดธรรมดาคือ
ฟิล์มกรองแสงประเภทสีผสมในกาว + โลหะ
ฟิล์มกรองแสงประเภทย้อมสี + โลหะ
ฟิล์มกรองแสงประเภทสีอยู่บนเนื้อฟิล์ม + โลหะ
ฟิล์มกรองแสงประเภทสีอยู่ในเนื้อฟิล์ม + โลหะ
สรุป ในส่วนของฟิล์มกรองแสงชนิดเคลือบโลหะจะได้ดังนี้คือ
ระดับราคาจากถูกไปหาแพง 1 – 2 – 3 – 4
อายุการใช้งานของฟิล์มกรองแสงจากมากไปหาน้อย 4 – 3 – 2 – 1
ฟิล์มกรองแสงชนิดเคลือบสารพิเศษ โดยสารพิเศษนี้จะเป็นสารที่สามารถป้องกันรังสีอินฟาเรดได้ดีกว่าปกติ ซึ่งส่วนใหญ่ ฟิล์มกรองแสงประเภทนี้จะเป็นฟิล์มกรองแสงที่มีความทึบแสงน้อย ซึ่งฟิล์มกรองแสงประเภทนี้มีราคาสูงกว่าฟิล์มกรองแสงชนิดเคลือบโลหะ
ฟิล์มนิรภัย เป็นฟิล์มกรองแสงที่มีความหนาของเนื้อฟิล์มตั้งแต่ 4 MIL ขึ้นไป (1 MIL = 1 / 1000 นิ้ว) มีคุณสมบัติในการยึดเกาะกระจกได้ดี เหมาะสำหรับในอาคารสูง และในกรณีที่มีความหนาของเนื้อฟิล์มมากๆ สามารถใช้ในการป้องกันการโจรกรรมรวมถึงป้องกันกระสุน (ขึ้นอยู่กับความหนาของเนื้อฟิล์มและกระจก)
ที่มา :
ขอบคุณ: Web Guide วันที่ 17 มีนาคม 2551 อักษรเจริญทัศน์
