ครูนวพร

กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา

  • Today’s Photo

  • Calendar:

    พฤษภาคม 2010
    อา พฤ
    « เม.ย.   มิ.ย. »
     1
    2345678
    9101112131415
    16171819202122
    23242526272829
    3031  
  • Archieves:

  • Meta

  • จำนวนผู้เข้าชม

    • 338,164 hits

ประวัติเอกสารสำหรับ พฤษภาคม, 2010

สมุนไพรเยียวยาอาการเวียนศีรษะ

Posted by Kru nawaporn บน พฤษภาคม 31, 2010

   อาการเวียนศีรษะเกิดขึ้นได้ทั่วไปกับคนทุกวัย โดยเฉพาะมักพบบ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งใครที่เคยเกิดอาการเหล่านี้ คงทราบถึงความทุกข์ทรมานเป็นอย่างดี

   นายแพทย์สมุทร จงวิศาล อาจารย์ประจำภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้อธิบายเรื่องนี้ให้ฟังว่าอาการเวียนศีรษะของคนเราเกิดขึ้นจากระบบการทรงตัวในร่างกายเสียสมดุล ซึ่งระบบควบคุมการทรงตัวของร่างกายประกอบด้วย 4 ระบบ ได้แก่ ระบบการทรงตัวของหูชั้นใน ระบบสายตา ระบบประสาทและกล้ามเนื้อข้อต่อ ตลอดจนระบบที่สำคัญคือระบบสมอง ซึ่งต้องทำงานสอดคล้องกัน หากระบบหนึ่งระบบใดเสียสมดุลไปก็ทำให้เราเกิดอาการเวียนศีรษะขึ้นได้”

   “นอกจากนี้ อาการเวียนศีรษะยังพบบ่อยในผู้สูงอายุ เนื่องจากการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ทั้งการรับรู้และสมองแล้ว เรายังสามารถพบอาการดังกล่าวในผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง หัวใจ ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น”

   “แต่ทั้งนี้การหาสาเหตุของอาการดังกล่าวก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงลักษณะของอาการเวียนศีรษะ ระยะเวลาที่เกิดอาการ เป็นบ่อยแค่ไหน อาการที่เกิดร่วมกับอาการเวียนศีรษะ เช่น มีเสียงดังในหู หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย”

ตรวจสอบอาการเวียนศีรษะ

   อาการเวียนศีรษะมีมากมายหลายระดับ ตั้งแต่ระดับเบาๆ จนถึงระดับรุนแรงมากที่ต้องรีบไปพบแพทย์ ดังนี้

·   ความรู้สึกมึนงง รู้สึกสมองตื้อๆ ไม่แจ่มใส คิดอะไรไม่ออก คล้ายกับคนนอนไม่พอ

·   ความรู้สึกหวิวๆ ลอยๆ จะมีอาการขณะเปลี่ยนท่าเร็วๆ เช่น ลุกจากที่นั่งหรือที่นอน ตลอดจนการก้มๆ เงยๆ อย่างฉับพลัน อาจมีอาการหน้ามืดหรือเป็นลมร่วมด้วย ถ้าเป็นมาก

·   ความรู้สึกโคลงเคลง เสียศูนย์ เอียงเซ เสียการทรงตัว และอาจจะล้มไปด้านใดด้านหนึ่ง

·   เวียนศีรษะแบบบ้านหมุน ซึ่งถือเป็นอาการรุนแรง จะมีอาการสิ่งแวดล้อมหมุนหรือรู้สึกตัวเองหมุน ซึ่งเป็นความรู้สึกหลอน มักเกิดขึ้นแบบฉับพลัน และอาจมีอาการเป็นๆ หายๆ

กดจุดแก้เวียนศีรษะ

   หากเกิดอาการเวียนศีรษะ โดยเฉพาะผู้สูงวัย อย่างป้าเล็กลองกดจุดง่ายๆ ด้วยตัวเองดังนี้

·   วิธีที่หนึ่ง ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้กดบริเวณตรงกลางหว่างคิ้ว ค่อยๆ ออกแรงกดหนักและเบาสลับกันอย่างสม่ำเสมอ ทำติดต่อเช่นนี้จนกว่าอาการจะดีขึ้น

·   วิธีที่สอง ใช้หัวแม่มือด้านขวากดที่รอยบุ๋มระหว่างกระดูกขากรรไกรและกะโหลกศีรษะ ซึ่งอยู่หลังใบหูด้านขวา ออกแรงกดแล้วปล่อยสลับกันไป อาจทำพร้อมกับจังหวะการหายใจเข้าและออก ทำติดต่อกันประมาณ 1 – 2 นาที จึงค่อยสลับทำอีกข้างหนึ่ง

สมุนไพรไทยบำบัดอาการเวียนศีรษะ

   สมุนไพรไทยหลากหลายชนิดมีสรรพคุณบรรเทาอาการเวียนศีรษะได้ดี ซึ่ง คุณบุญยืน ผ่องแผ้ว หมอสมุนไพรประจำคลินิกหนองบงการแพทย์แผนไทย จังหวัดลพบุรี ได้แนะนำดังนี้

·   เถาย่านาง นำเถาและใบย่านางตากแห้งประมาณ 1 กำมือหรือ 15 กรัม ต้มกับน้ำสะอาด 1 ลิตร ชงดื่มแทนชา ดื่มได้ทั้งเช้า กลางวัน และเย็น หรือดื่มเมื่อกระหายน้ำ ใบย่านางมีสรรพคุณช่วยขจัดพิษ ทำให้เลือดหมุนเวียนดี แก้เวียนศีรษะ และหน้ามืดตาลายได้ด้วย

·   ข่า ล้างต้นข่าทั้งต้นให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปตากแดดให้แห้ง ใช้ข่าที่ตากแห้งแล้วประมาณ 1 กำมือหรือ 15 กรัม ต้มกับน้ำสะอาด 1 ลิตร ชงดื่มแทนชา รสร้อนของข่าจะช่วยขับลม แก้จุกเสียด แน่นท้อง และแก้ลมวิงเวียน

·   ตะไคร้ ใช้ต้นตะไคร้สดประมาณ 3 ต้น ล้างให้สะอาด และนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่หม้อต้มกับน้ำ 1 ลิตร ชงดื่มแทนชาเช่นกัน ตะไคร้มีสรรพคุณแก้เวียนศีรษะ หน้ามืด และใจสั่น

·   รางจืด นำใบสดประมาณ 7-8 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด ใส่ในน้ำซาวข้าว 1 แก้ว (โดยใช้ข้าวสารล้างให้สะอาด 1 กำมือขยำในน้ำดื่ม 1 แก้ว) ต่อจากนั้นให้ขยำใบสดกับน้ำซาวข้าวประมาณ 1-2 นาที แล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง ดื่มน้ำที่ได้ก่อนอาหารเช้าและเย็น ช่วยแก้อาการเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย ถอนพิษไข้ ถอนพิษผิดสำแดง และพิษอื่นๆ

ป้องกันไว้ก่อน

·   ปรับเปลี่ยนอิริยาบถช้าๆ โดยวิธีการหายใจลึกๆ ก่อนลุกขึ้นจากท่านั่งหรือท่านอน จากนั้นเคลื่อนไหวช้าๆ ค่อยๆ ลุกทีละขั้นตอนดีกว่าการลุกพรวดพราดอย่างแน่นอน

·   รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ โดยกินอาหารเป็นมื้อที่แน่นอน และกินอาหารที่มีสารเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ที่สำคัญควรงดการกินอาหารที่มีแป้งขัดขาวและน้ำตาลทรายขาว

·   ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อยวันละ 30 นาที เช่น การเดิน ว่ายน้ำ รำกระบอง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของหัวใจและปอด และทำให้สมองได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ

·   ถ้ามีอาการเวียนศีรษะ อย่าขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรหรือสภาพเสี่ยงต่ออันตราย เช่น การปีนป่ายในที่สูงๆ เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก: นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 237

เขียนแล้วใน สุขภาพ และโภชนาการ | Tagged: , , , | 1 ความคิดเห็น »

สังเกตอาการเสี่ยง ส่อโรคหัวใจ

Posted by Kru nawaporn บน พฤษภาคม 26, 2010

clip_image002   นายแพทย์สุรพันธ์ สิทธิสุข แพทย์จากหน่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด คณะแพทย์ศาสตร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า อาการผิดปกติเบื้องต้นของร่างกาย ซึ่งอาจเป็นข้อบ่งชี้ว่ามีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ สามารถแบ่งได้หลายชนิด ดังนี้

อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน
   คืออาการผิดปกติเบื้องต้นของร่างกายที่บ่งชี้ว่าอาจเป็นโรคหัวใจ พบบ่อยในคนทั่วไปที่คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี ทั้งที่ความจริงอาจเป็นโรคหัวใจในระยะแรกเริ่ม มีดังนี้

·   เหนื่อยเวลาออกกําลังกาย เพราะหัวใจทําหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขณะที่เราออกกําลังกาย หัวใจจะทํางานหนักมากขึ้น ปกติเวลาที่เราออกกำลังกายไปถึงระดับหนึ่งจะรู้สึกเหนื่อย แต่ในรายของคนที่มีอาการเริ่มต้นของโรคหัวใจ แม้ออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย จะรู้สึกเหนื่อยผิดปกติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้นหากออกกำลังกาย แล้วรู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า คุณอาจเป็นโรคหัวใจ

·   เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก มักพบบ่อยในคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ อาการดังกล่าวจะมีลักษณะเฉพาะคือ รู้สึกเหมือนหายใจอึดอัด และแน่นบริเวณกลางหน้าอก เหมือนมีของหนักทับอยู่หรือรัดไว้ให้ขยายตัวเวลาหายใจ โดยมากอาการนี้ จะแสดงออกเวลาที่หัวใจต้องทำงานหนัก เช่น ระหว่างการออกกำลังกาย หรือใช้แรงมากๆ เป็นต้น ซึ่ง เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่า อาจเป็นโรคหัวใจครับ

·   ภาวะหัวใจล้มเหลว เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกายได้อย่างเพียงพอ โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเหนื่อย ทั้งที่ออกกำลังกายเพียงนิดหน่อย หรือเหนื่อยทั้งที่นั่งอยู่เฉยๆ ในกรณีที่เป็นมาก อาจทำให้ไม่สามารถนอนราบได้เหมือนปกติ เพราะจะรู้สึกเหนื่อยเวลาหายใจ และอึดอัดตรงหน้าอก นอกจากนั้น อาจมีอาการหอบจนต้องตื่นขึ้นมาหอบกลางดึก อีกด้วย อาการภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ หากไม่รีบไปพบแพทย์โดยเร็วและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

·   ใจสั่นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ ปกติหัวใจของเราจะเต้นด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอประมาณ 60 -100 ครั้ง/นาที แต่สำหรับคนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจขยับไปถึง150 -250 ครั้ง/นาที ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจที่ไม่สม่ำเสมอนี้จะทำให้เหนื่อยง่าย ใจสั่น หายใจไม่ทัน

·   เป็นลมหมดสติ คืออีกหนึ่งอาการที่เตือนว่าคุณอาจเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นลมหมดสติสูง เนื่องจากจังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ เพราะเซลล์ซึ่งทำหน้าที่ให้จังหวะไฟฟ้าในหัวใจเสื่อมสภาพ ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง และส่งเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จนทำให้เป็นลมไปชั่วคราวได้ ทั้งนี้ การเป็นลมหมดสติ มักจะเกิดในท่ายืนมากกว่านั่ง ทำให้ขณะล้มลงศีรษะมีโอกาสฟาดพื้นและเกิดการกระทบกระเทือนต่อสมองได้มากกว่า ดังนั้น ใครที่เป็นลมบ่อยๆ ควรรีบไปพบแพทย์

·   หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ในกรณีนี้มักเกิดจากความผิดปกติของเซลล์หัวใจโดยตรง และมักเกิดกับคนปกติที่ไม่มีอาการของโรคหัวใจมาก่อนล่วงหน้า ซึ่งหากมีอาการหัวใจหยุดเต้นกระทันหันถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่รวดเร็ว อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

อาการผิดปกติที่สังเกตได้จากร่างกาย
    นอกจากความผิดปกติชนิดเฉียบพลันแล้ว อาการบ่งชี้ที่สังเกตได้จากร่างกายของเราเอง ก็เป็นอีกหนึ่งความผิดปกติที่เตือนให้รู้ว่า คุณอาจเป็นโรคหัวใจและควรไปพบแพทย์โดยด่วนได้เช่นกันครับ เป็นต้นว่า

·   ขาหรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อกดดูแล้วมีรอยบุ๋มตามนิ้วที่กดลงไป ซึ่งหากเกิดขึ้นกับใคร ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คโดยด่วน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า เวลานี้ คุณอาจอยู่ในภาวะหัวใจล้มเหลวโดยที่ไม่รู้ตัว 

·   ปลายมือ ปลายเท้า และริมฝีปากมีลักษณะเขียวคล้ำ อาการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ทางเดินของเลือดในหัวใจห้องขวากับห้องซ้ายมีเชื่อมต่อที่ผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการผสมของเลือดแดงกับเลือดดํา และทําให้ปริมาณของออกซิเจนในเลือดมีปริมาณน้อยลง

อาการผิดปกติที่ตรวจพบขณะตรวจร่างกาย
   การไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปีเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถคาดคะเนความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ เช่น ตรวจเลือดแล้วพบว่าเป็นเบาหวาน หรือมีไขมันในเลือดสูง ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบได้เช่นกัน เอ็กซเรย์พบว่าขนาดของหัวใจโตกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว และกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อนกำลังลง ทำให้ห้องต่างๆของหัวใจขยายขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีความเสี่ยงสูงไม่ควรนิ่งนอนใจรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ป้องกันโรคหัวใจอย่างไรดี
   ข้อมูลที่ได้บอกไปข้างต้น เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เรามีอัตราเสี่ยงสูงต่อการป่วยเป็นโรคหัวใจเท่านั้น ซึ่งผู้ที่จะวินิจฉัยว่าเราเป็นโรคหัวใจหรือไม่คือแพทย์โรคหัวใจเท่านั้น ดังนั้นหากพบความผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนดีที่สุด

   สำหรับคนที่หัวใจยังเป็นปกติ เรามีข้อแนะนำในการดูแลหัวใจ (ก่อนสายเกินไป) ดังนี้

·   สังเกตความผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น ดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจปกติดีหรือไม่ เจ็บหน้าอก ใจสั่น บ่อยๆหรือเปล่า เป็นต้น

·   ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ สุขภาพจิตแจ่มใสแล้ว ยังช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้นอีกด้วย

·   ดูแลสุขภาพใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ พยายามไม่เครียด รู้จักควบคุมอารมณ์ และพึงระลึกไว้เสมอว่าความเครียดและความโกรธ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หัวใจเต้นแรงและทำงานหนักขึ้น

·   รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยงดอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูงเกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบได้ง่าย หันไปกินอาหารจำพวกแป้งไม่ขัดขาว และผักผลไม้ให้มากขึ้น

·   ควรไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันและรักษาโรคร้ายที่อาจคาดไม่ถึงซึ่งแฝงเร้นอยู่ในตัวเราตั้งแต่เนิ่นๆ

   เมื่อรู้ว่า หัวใจคืออวัยวะที่ทำงานตลอดเวลา อย่าลืมดูแลหัวใจให้ดีนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก: นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 216

เขียนแล้วใน สุขภาพ และโภชนาการ | Tagged: , , , , | Leave a Comment »

4 อาหารลดอาการตาแห้ง

Posted by Kru nawaporn บน พฤษภาคม 24, 2010

คุณเคยรู้สึกตาแห้ง ตาพร่ามัว หรือฝืดเคืองตา ต้องกระพริบตาถี่ๆ คล้ายมีเศษผงเข้าตา จนทำให้มองภาพไม่ชัด หรือบางครั้งมีขี้ตาออกมาเป็นเมือกเหนียวกันบ้างไหม ถ้ามีแสดงว่าคุณกำลังมีอาการตาแห้งแล้วล่ะ

สำรวจสาเหตุของอาการตาแห้ง

ตาแห้งเป็นอาการที่มีความผิดปกติของน้ำตา โดยปกติดวงตาของคนเราจะมีปริมาณน้ำตาเพียงพอที่จะมาหล่อเลี้ยงหรือให้ความชุ่มชื้นกับดวงตา รวมถึงฉาบกระจกตา ทำให้การมองเห็นชัดเจน

ส่วนอาการตาแห้งเกิดจากการมีปริมาณน้ำตาน้อย หรือคุณภาพของน้ำตาไม่ดีพอ ซึ่งน้ำตาที่ดีมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ไขมัน น้ำใส และเมือก หากส่วนประกอบ 1 ใน 3 ของน้ำตาขาดความสมดุลหรือไม่มีคุณภาพ จะทำให้ตาแห้งได้

อาการนี้เป็นได้ทุกเพศ แต่มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และจะพบมากขึ้นตามวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนที่ลดลง ทำให้สารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกาย รวมทั้งน้ำตาก็ลดปริมาณลงไปด้วย นอกจากนี้ อาการดังกล่าวยังเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุ ดังนี้

·     ภาวะที่ทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกที่ตาลดลง เช่น การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่มีคุณภาพ การผ่าตัดกระจกตาหรือเปลี่ยนกระจกตา การอักเสบของกระจกตาจากเชื้อเริม นอกจากนี้ยังรวมถึงการเป็นอัมพฤกษ์ที่ใบหน้า

·     โรคที่ผิดปกติทางภาวะภูมิคุ้มกัน (Autoimmune) เช่น โรค Sjogren’s Syndrome ซึ่งมีอาการตาแห้งร่วมกับข้ออักเสบและปากแห้ง โรคข้อบางชนิด หรือโรคเอดส์

·     โรคบางชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบกับเยื่อบุตา เช่น กลุ่มอาการแพ้ยา อย่างสตีเวนจอห์นสัน (Stevens-Johnson) ริดสีดวงตา และเบาหวาน

·     การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด

·     การทำงานของเปลือกตาบกพร่อง เช่น หลับตาไม่สนิท กะพริบตาน้อย เปลือกตาผิดรูป

·     สภาพแวดล้อม เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศที่มีอากาศแห้ง หรือมีฝุ่นควัน ลม และแดดจ้า

·     อาชีพที่ต้องใช้สายตาจ้องเป็นเวลานาน เช่น พนักงานคอมพิวเตอร์ ช่างอ๊อกเหล็ก หรือยามที่เฝ้ากล้องวงจรปิด

แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลใจกันไป เพราะผู้ที่มีอาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเป็นในระดับไม่รุนแรง แค่ก่อความรำคาญใจ แต่ไม่ทำให้ตาบอดได้

เทคนิคเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา

·     กระพริบตาถี่ๆ ในภาวะปกติคนเราจะกระพริบตานาทีละ 20 – 22 ครั้ง ทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้องหรือเพ่งตาค้างไว้นานกว่าปกติ เช่น เวลาที่เราอ่านหนังสือ ดูทีวีหรือจ้องคอมพิวเตอร์ จะทำให้เรากระพริบตาเพียง 8 – 10 ครั้ง น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้น จึงควรพักสายตาระยะสั้นๆ โดยการหลับตา หรือกระพริบตาอย่างช้าๆ หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 2 – 3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง

·     ประคบดวงตาด้วยน้ำเย็น แช่ผ้าขนหนูผืนเล็ก 2 ผืนในน้ำเย็น หยิบขึ้นมา 1 ผืน บิดพอหมาดและพับทบเป็นผืนยาว วางปิดดวงตาไว้ทั้งสองข้างนานประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าผ้าจะหายเย็น แล้วจึงใช้ผ้าอีกผืนหนึ่งประคบ สลับกันไปมา จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาของคุณได้เช่นกัน

กินอาหารลดอาการตาแห้ง

·     กล้วย กินกล้วยทุกวัน เพราะกล้วยมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อรักษาภาวะสมดุลน้ำในร่างกาย และช่วยให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นอยู่เสมอ

·     ถั่วประเภทนัท (Nut) ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวอลนัต ควรรับประทานวันละประมาณ 1 กำมือ เพราะถั่วประเภทนี้มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวหรือกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในน้ำตา

·     ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่าหรือปลาแซลมอน เพราะมีกรดไขมันที่จำเป็นหรือโอเมก้า-3 ด้วย

·     น้ำมันปอ (Flexseed oil) หรือน้ำมันเมล็ดลินิน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมกรดไขมันโอเมก้า-3 อย่างเพียงพอ โดยรับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ หรือผสมในซีเรียลแล้วรับประทานก็ได้

ปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม

·     หลีกเลี่ยงการทำงานในบริเวณที่มีแสงจ้าและลมแรง เพราะจะทำให้ตาแห้งเร็ว ควรใส่แว่นกันแดดช่วย โดยเลือกแว่นขนาดใหญ่ที่มีขอบด้านข้าง เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำตา

·     หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศแห้ง และเย็นจัด เช่น ห้องปรับอากาศ ตลอดจนหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละอองและควันต่าง ๆ เช่น บุหรี่ ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองตา

·     อย่าเป่าลมร้อนจากเครื่องเป่าผมเข้าตาโดยตรง รวมทั้งปรับไม่ให้เครื่องปรับอากาศหรือพัดลมเป่าโดนตาหรือใบหน้าโดยตรง

·     พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนไม่พออาจทำให้ตาแห้งและตาแดงช้ำ เนื่องจากเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงดวงตาบวม การพักผ่อนให้สมดุลจึงดีต่อดวงตาที่สุด

 ขอบคุณข้อมูลจาก: นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 239

เขียนแล้วใน นานาสาระ ..., สุขภาพ และโภชนาการ | Tagged: , , , | Leave a Comment »

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.