ครูนวพร

กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา

  • Today’s Photo

  • Calendar:

    มิถุนายน 2010
    อา พฤ
    « พ.ค.   ก.ค. »
     12345
    6789101112
    13141516171819
    20212223242526
    27282930  
  • Archieves:

  • Meta

  • จำนวนผู้เข้าชม

    • 338,164 hits

ประวัติเอกสารสำหรับ มิถุนายน, 2010

บริโภค “แกงเลียง” “แกงเหลือง” ต้านโรคได้

Posted by Kru nawaporn บน มิถุนายน 29, 2010

งานนี้สรุปจากงานวิจัย 7,000 ชิ้นซึ่ง Research บางเรื่องนานกว่า 10 ปี และใช้เวลาสรุปอีก 5 ปี จาก 100,000 ตัวอย่าง… ใช้เงินมหาศาลในการวิจัย

ถ้าโครชอบกิน แกงเหลือง แกงเลียง แกงป่า แกงส้ม (ของดี…ราคาถูก) ขอแสดงความยินดีด้วย คุณมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยมาก…

clip_image003นักวิชาการโลกฟันธงแล้ว ชนิดอาหารก่อมะเร็ง โรคภัยที่คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกมาเป็นอันดับหนึ่งนั้นคือโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งตามมาอยู่อันดับสอง หลายสิบปีมาแล้วที่วงการแพทย์ทั่วโลกพยายามหาสาเหตุของโรคมะเร็งแต่ละอวัยวะเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไข เพื่อสรุปให้ได้ข้อชัดเจนเสียทีว่า การบริโภคหรือระบบโภชนาการของมนุษย์โลกเป็นสาเหตุของมะเร็งแต่ละชนิดได้แค่ไหน ล่าสุดหน่วยงาน เวิลด์ แคนเซอร์ รีเสิร์ช ฟัน ( World Cancer Research Fund) ร่วมกับ อเมริกัน อินสติติว ฟอร์ แคนเซอร์ รีเสิร์ช (American Institute for Cancer Research) ได้ตัดสินและสรุปงานวิจัยกว่า 7,000 เรื่องที่ศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ของอาหาร การออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน และความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก

 

ชนิพรรณ บุตรยี่ นักวิชาการจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำงานวิจัยนี้มาบรรยายในงานประชุมเรื่องความท้าทายทางพิษวิทยาในศตวรรษที่ 21” ว่า งานวิจัยใช้ระยะเวลาสรุปผล 5 ปี โดยนำงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ใช้กลุ่มตัวอย่างมากสุด ถึง 100,000 คน และบางชิ้นมีการเก็บข้อมูลนานนับ 10 ปี ใช้เงินทำวิจัยมหาศาล จึงจัดเป็นงานวิจัยที่น่าเชื่อถือและยึดเป็นข้อมูลทางวิชาการได้ ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่แน่ชัดแล้ว โดยเน้นเรื่องการกินและการออกกำลังกายเป็นหลัก แบ่งเป็น 3ระดับ

ข้อสรุปลำดับแรก
เป็นข้อบ่งชี้ที่แน่นอน เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอาหาร วิถีชีวิต การออกกำลังกาย สิ่งแวดล้อม โดยพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ทั้งวัยหมดประจำเดือนและก่อนมีประจำเดือน มะเร็งช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (เฉพาะผู้ชาย) มีไขมันในร่างกายเกินจากค่าดัชนีมวลกายหลังจากอายุ 21 ป ีไปแล้ว เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม หลังหมดประจำเดือน มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งไต และเนื้อเยื่อบุมดลูก นอกจากระดับไขมันที่เป็นส่วนเกินแล้วยังแยกย่อยออกมาอีกว่า คนที่อ้วนลงพุง มีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็งลำไส้และทวารหนัก

pic 2

สำหรับอาหารที่คลางแคลงใจกันมานานพวกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ในงานวิจัยนี้ฟันธงออกมาอย่างแน่ชัดแล้วว่าการ บริโภคเนื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว แกะ แพะในปริมาณที่สูงเกิน จะก่อมะเร็งลำไส้ มีคำแนะนำให้บริโภคเพียงสัปดาห์ละ ครึ่งกิโลกรัม ควรหันมาบริโภคเนื้อสีขาว อย่างเนื้อไก่ หมู หรือปลา รวมทั้งเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก แฮม เบคอน อาหารเหล่านี้ต้องรมควัน บางครั้งต้องปรุงรส ใช้เคมีเพื่อให้สี รสชาติและมวลของอาหารอยู่ครบ เป็นอาหารที่กินแล้วก่อมะเร็งเช่นกัน ที่น่าตกใจพบว่าการบริโภคเบต้าแคโรทีน ในรูปแบบอาหารเสริม จะเร่งให้เกิดมะเร็ง แต่เบต้าแคโรทีนจะให้ผลต่อร่างกายสูงสุดเมื่อบริโภคผักผลไม้สด ๆ ที่มีสารเหล่านี้ ประเภทผลไม้สีเหลือง เช่น มะละกอ มะม่วง แครอท

ขณะเดียวกันเมื่อมนุษย์ขึ้นสู่วัยหนุ่มสาว การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดอย่างสม่ำเสมอวันละ 30 นาที จนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ จะช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งเต้านม (โดยเฉพาะหญิงวัยหมดประจำเดือน) และมะเร็งเนื้อเยื่อบุมดลูก นอกจากนี้ผลวิจัยเป็นที่แน่นอนแล้วว่า แม่ควรให้นมลูกและเด็กทารกควรที่จะได้รับน้ำนมแม่ สามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมทั้งก่อนและหลังหมดประจำเดือน ทั้งนี้ควรให้นมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกคลอดจนถึง 6 เดือนโดยไม่มีการให้อาหาร หรือเครื่องดื่มใด ๆ เลย รวมทั้งน้ำด้วย

pic 3

ต่อมาข้อสรุปลำดับที่ 2
เรียกว่าเป็นที่แน่นอนบ่งชัดเจน หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ในข้อนี้80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ในข้อแรกเชื่อได้ 90 เปอร์เซ็นต์ ในข้อนี้เน้นหนักด้านอาหาร พบว่า การบริโภคผักใบ ลดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งช่องปากคอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ผักกลุ่มหอมป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร การบริโภคผลไม้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด ช่องปาก คอหอย กล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร

ลำดับที่ 3
ลดหลั่นเป็นเปอร์เซ็นต์ลงมาภายใต้เงื่อนไขเดียวกันคือความสัมพันธ์ของอาหาร วิถีชีวิต ในข้อนี้เรียกว่ามีความเป็นไปได้พบว่าการบริโภคอาหารที่มีไลโคปีน ซึ่งมีมากในมะเขือเทศ ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมาก

นักวิชาการคนเดิมจากสถาบันโภชนาการ ม.มหดิล บอกอีกว่า แม้สารไลโคปีนจะมีมากในมะเขือเทศ แต่ถ้าไม่ทำให้มะเขือป่นละเอียด บริโภคไปร่างกายก็ไม่ได้รับสารไลโคปีนอยู่ดี ดังนั้นการบริโภคมะเขือเทศสด แบบชิ้น ๆ กับการบริโภคซอสมะเขือเทศอย่างหลังได้รับ ไลโคปีนมากกว่า นอกจากในงานวิจัยเรื่องการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกันมะเร็ง นักวิชาการทั่วโลกแนะนำว่าไม่ควรบริโภคผลิต ภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกันมะเร็ง เว้นแต่เจ็บป่วยหรือมีภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง

ปัจจุบันพฤติกรรมการกินอาหารของคนไทยเปลี่ยนไปโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและคนวัยหนุ่มสาวบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น ที่เห็นได้ชัดจากวัฒนธรรมการกินอาหารบุฟเฟ่ต์ ร้านเนื้อย่างหมูกระทะต่าง ๆ สอดคล้องกับงานวิจัยนี้ ข้อแนะนำของการกินเพื่อต้านมะเร็งในแบบไทย ซึ่งแม้งานวิจัยยังไม่ได้ถูกเลือกจากนักวิชาการ เพราะเป็นงานวิจัยขนาดเล็ก ตามอัตภาพของทุนที่มี แต่น่าชื่อถือและนำไปใช้ได้

pic 4

ในงานประชุมดังกล่าวข้างต้น ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล นักวิชาการจากสถาบันเดียวกัน ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่องศักยภาพต้านมะเร็งของตำรับอาหารไทย

ดร.สมศรี กล่าวว่า ได้ศึกษาเรื่องนำสมุนไพรต่างชนิดมาทำเป็นน้ำพริกแกงต่าง ๆ ได้ทดลองสารสกัดของน้ำพริกแกง 4 ชนิด ได้แก่
-
น้ำพริกแกงป่า
-
แกงเลียง
-
แกงส้ม
-
แกงเหลือง และน้ำต้มยำ

โดยนำมาเลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว พบว่า น้ำแกงป่า น้ำแกงเลียง และน้ำแกงส้มมีศักยภาพให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์อื่นในร่างกาย ได้มากถึง 45เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ แกงเหลืองทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก 15 เท่า เมื่อเทียบกัน ดีกว่าการใช้ยาถึง 2เท่า สมุนไพรสำคัญในเครื่องแกงน่าจะมาจากกระเทีย มและพริกรวมทั้งสมุนไพรอื่น ๆ

จากงานวิจัยนี้สรุปได้ว่าการบริโภค อาหารที่เป็นสำรับแบบไทย อาทิ แกงเลียงกุ้งสด ห่อหมกใบยอ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวสวย หรือ สำรับ ข้าวเหนียว ส้มตำใส่ แครอท ไก่ทอดสมุนไพร ต้มยำ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง

สอดรับกับงานวิจัยระดับโลกที่ว่าอาหารการกินเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนห่างไกลมะเร็งได้

ขอบคุณ: forwarded mail

เขียนแล้วใน นานาสาระ ..., สุขภาพ และโภชนาการ | Tagged: , , , , , , | Leave a Comment »

"โยเกิร์ต์" ตัวช่วยระบบขับถ่าย

Posted by Kru nawaporn บน มิถุนายน 28, 2010

ความอร่อยที่มาพร้อมกับประโยชน์ 

clip_image002          โยเกิร์ตเป็นอาหารที่อร่อย แถมยังมีประโยชน์มากมาย ไม่ใช่ช่วยเพียงแค่ระบบขับถ่ายภายในร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่างๆมากมายดังนี้

-      เวลาท้องเสียเป็นเพราะมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่ในลำไส้ แต่เชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดเลวทั้งหลาย การกินโยเกิร์ตจึงทำให้อาการท้องเสียทุเลาอย่างรวดเร็ว ทำให้ถ่ายน้อยลงหรือหยุดถ่าย

-      โยเกิร์ตมีไขมันชื่อคอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิก ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

-      โยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย เป็นแหล่งรวมของสารอาหารถึง 11 ชนิด และแต่ละชนิดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย อย่างไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 โปรตีน วิตามินบี 12 ทริปโทฟาน โพแทสเซียม โมลิปเดนัม สังกะสี และวิตามินบี 5

-      โยเกิร์ตให้โปรตีนและแคลเซียมสูงกว่านมธรรมดา เพราะลำไส้ย่อยนมไม่ได้ แต่สำหรับโยเกิร์ตสามารถทำได้ เพราะในโยเกิร์ตมีกรดแลกติกที่จะช่วยย่อยแคลเซียมให้เล็กลง ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้

-      จุลินทรีย์ทั่วไปอาจทำร้ายร่างกาย แต่แลคโตบาสิลัสในโยเกิร์ตเป็นจุลินทรีย์ชนิดดีที่ร่างกายต้องการ เพราะจะไปหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อ “เฮลิโคแบคเตอร์ เอชไพโลไร” ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ ลดการอักเสบของลำไส้และไขข้อ แถมยังทำตัวเป็นนักปราบปรามจุลินทรีย์ที่จะทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูก ช่วงที่มีรอบเดือนผู้หญิงจึงควรทานโยเกิร์ตเป็นประจำ

-      แคลเซียมสูงที่ได้จากโยเกิร์ตจะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ความดันสูง มะเร็งลำไส้ และยังกระตุ้นระบบเผาผลาญทำให้ผอมเองโดยไม่ต้องเหนื่อย

-      ทำให้ปากสะอาด กำจัดกลิ่นปากและโรคเหงือก

-      เพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย เพราะแบคทีเรียในโยเกิร์ตทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินเคและบีในลำไส้ได้ดีขึ้น

รู้อย่างนี้แล้ว หันมารับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำกันดีกว่า เพื่อร่างกายที่แข็งแรง

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

ขอบคุณ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เขียนแล้วใน นานาสาระ ..., สุขภาพ และโภชนาการ | Tagged: , , , , | Leave a Comment »

แนะวิธีขับรถบนทางโคลน

Posted by Kru nawaporn บน มิถุนายน 25, 2010

clip_image001เหตุถนนลื่นกว่าปกติ โดยเฉพาะลูกรังหรือทางดิน  

คุณอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า การขับรถในช่วงฤดูฝน ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากในช่วงที่ฝนตกใหม่ ๆ น้ำฝนจะผสมกับขี้ฝุ่น กลายสภาพเป็นดินโคลนบาง ๆ ฉาบผิวหน้าถนน ทำให้ถนนลื่นกว่าปกติ โดยเฉพาะถนนที่เป็นลูกรังหรือทางดิน หากฝนตกหนักจะเปลี่ยนสภาพเป็นบ่อโคลน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น เพื่อความปลอดภัยผู้ขับขี่ควรปฏิบัติ ดังนี้

          การขับรถบนทางโคลนควรเลือกใช้ยางแบบดอกใหญ่เพื่อให้ยางสะบัดโคลนออกจากล้อได้ง่าย และควรหยุดรถประเมินสภาพเส้นทาง และเลือกวิ่งในทางที่ตื้น เคลื่อนตัวโดยรักษาความเร็วให้สม่ำเสมอ บังคับพวงมาลัยให้อยู่บนทางเดิม ไม่ควรเปิดทางใหม่โดยไม่จำเป็น เนื่องจากพื้นดินในทางเดิมจะถูกบีบอัดจนแน่น ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างสะดวก

          กรณีขับแล้วรู้สึกหนืดให้ขยับพวงมาลัยไปมาอย่างช้า ๆเพื่อให้ล้อเกาะพื้นดินใหม่ จะช่วยให้รถเคลื่อนที่ได้ แต่ห้ามหมุนล้อเร็วเกินไป เพราะทำให้ระบบบังคับเลี้ยวพัง กรณีรถเคลื่อนตัวไม่ได้ให้ใช้เกียร์ 1 พร้อมเหยียบคันเร่งเป็นจังหวะ จะช่วยให้ล้อไม่ปั่นฟรีและควบคุมรถได้ง่ายขึ้น หากรถไม่เคลื่อนที่ ให้เหยียบคันเร่งเบา ๆหรือเร่งเป็นจังหวะ แต่ถ้าเป็นโคลนเละมาก ๆ ให้ใช้เกียร์ 2 จะทำให้ความเร็วของล้อเพิ่มมากขึ้น ห้ามขับลงบ่อโคลนหรือบ่อน้ำอย่างแรง เพราะโคลนอาจเข้าไปอุดตันในเครื่องยนต์ รังผึ้งหม้อน้ำทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนของเครื่องยนต์ได้ เมื่อขับผ่านถนนที่เป็นโคลนแล้ว ให้ทำความสะอาดผ้าเบรก และวงกระทะล้อซึ่งอาจทำให้ล้อหมุนไม่สมดุล หรือเกิดอาการสั่นในขณะวิ่งได้

          กรณีรถจมโคลนหรือติดหล่มไม่ควรเร่งเครื่องยนต์ เพราะจะทำให้ล้อจมลึกมากขึ้น ให้ใช้ก้อนอิฐหรือเศษไม้มาวางด้านหน้ายางรถยนต์ โดยเฉพาะล้อหลัง จะช่วยให้ยางยึดเกาะพื้นถนนจนเคลื่อนออกจากหลุมได้ หรือใช้รถที่มีกำลังสูงกว่ามาลากจูง การขับรถบนเนินเขาชันควรเลือกใช้รถให้เหมาะสมกับสภาพถนน โดยเฉพาะเส้นทางที่ลาดชันและลื่นมาก ควรขับเป็นแนวตรง ไม่ควรขับเป็นแนวทแยง เพราะเสี่ยงต่อการพลิกคว่ำสูง อีกทั้งควรใช้เกียร์ต่ำ

          การขับรถข้ามสิ่งกีดขวางผู้ขับขี่ควรจับพวงมาลัยให้มั่นและบังคับไปในทิศทางเป็นมุมเฉียงกับสิ่งกีดขวาง และข้ามทีละล้ออย่างช้า ๆ โดยเลือกข้ามในมุมหรือขอบของสิ่งกีดขวาง ใช้เกียร์ต่ำในการขับเคลื่อน พร้อมกับพยายามเร่งเครื่องและเบรกเป็นจังหวะ เพื่อลดแรงกระแทกระหว่างล้อกับพื้นถนน พร้อมทั้งจับพวงมาลัยให้มั่นเพื่อป้องกันพวงมาลัยสะบัด

          ที่สำคัญ ไม่ควรขับข้ามสิ่งกีดขวางไปตรง ๆ ตามแนวยาวของตัวรถ เพราะอาจทำให้ช่วงล่างเสียหาย

ที่มา : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ขอบคุณ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

 

เขียนแล้วใน นานาสาระ ... | Tagged: , , , , , | Leave a Comment »

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.