ครูนวพร

กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา

  • Today’s Photo

  • Calendar:

    สิงหาคม 2010
    อา พฤ
    « ก.ค.   ก.ย. »
    1234567
    891011121314
    15161718192021
    22232425262728
    293031  
  • Archieves:

  • Meta

  • จำนวนผู้เข้าชม

    • 338,164 hits

ประวัติเอกสารสำหรับ สิงหาคม, 2010

"ยา" จากห้องครัว

Posted by Kru nawaporn บน สิงหาคม 27, 2010

สิ่งวิเศษที่คุณมองข้าม

clip_image001

              ทุกคนเจ็บป่วยครั้งต่อไปอย่าเพิ่งรีบเปิดตู้ยา เพราะในครัวของคุณอาจมียาดีและปลอดภัย ซึ่งคุณยังไม่รู้จักก็ได้ ลองดูตัวอย่างสมุนไพรและเครื่องเทศต่อไปนี้ แม้บางชนิดจะนิยมรับประทานในอาหารฝรั่งมากกว่า แต่ก็ไม่ผิดกติกาที่คุณจะหามาปรุงอาหารตำรับของตนเองหรือชงดื่มเป็นชาสมุนไพร

 

ยี่หร่า  ถ้าคุณไปที่ร้านอาหารเยอรมัน คุณจะได้รับเมล็ดยี่หร่ามาเคี้ยวหลังจาหรับประทานอาหาร นั่นก็เพราะว่ายี่หร่ามีสารเคมีสองตัวที่ชื่อ carval และ cavene’ ซึ่งจะช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร ป้องกันการเกิดแก๊สในกระเพาะ นอกจากนี้ยี่หร่ายังทำให้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว ซึ่งช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้อีกด้วย

 

พริกป่น  ถ้ามีดบาดที่นิ้ว ลองโรยพริกป่นลงบนบาดแผล คุณคงคิดว่ามันจะแสบร้อนใช่ไหม แต่ไม่ใช่เลย พริกป่นจะช่วยหยุดเลือดและความเจ็บปวดได้อย่างรวดเร็ว ด้วยคุณสมบัติของสารเคมีที่ชื่อ capsaicin สารนี้ถูกใช้เป็นส่วนผสมในยาขี้ผึ้งทาแผล พริกป่นยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการท้องร่วง และลดระดับคอลเลสเตอรอลด้วย

 

กานพลู  ช่วยลดอาการปวดฟันเพราะสารที่ชื่อ eugenol นอกจากนี้ยังช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร ป้องกันการเกิดแก๊สในกระเพาะ และอาการคลื่นไส้อาเจียน

 

กระเทียม  มีสารตัวหนึ่งซึ่งเมื่อเคี้ยว สับหรือบด จะให้สารแอนติไอโอติก มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียในอาหารเป็นพิษและในกระเพาะปัสสาวะที่ติดเชื้ออักเสบ กระเทียมยังช่วยป้องกันการจับตัวของเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองตีบ (stoke)  ช่วยลดคอลเลสเตอรอล ความดันโลหิตสูง และลดระดับน้ำตาลมนเลือดและมีสารต้านมะเร็งด้วย กระเทียมสด ๆ จึงเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

 

ขิง  มีสารเคมีที่ช่วยลดอาการคลื่นเหียนอาเจียน หน้ามืด มีฤทธิ์ต่อต้านไวรัสที่ทำให้เป็นหวัด และมีการศึกษาที่ระบุว่าขิงสามารถทำให้เนื้อเยื่อมะเร็งหดตัวลงได้อีกด้วย

 

สะระเหน่  เมื่อคุณเป็นหวัดคัดจมูก ไม่มีอะไรจะช่วยให้จมูกโล่งได้ดีเท่าชาสะระเหน่สักถ้วย หรือสูดดมน้ำมันหอมระเหยจากสะระเหน่ สาร menthol ในสะระเหน่ยังช่วยคลายกล้ามเนื้อในช่องท้อง เป็นเหตุผลว่าทำไมร้านอาหารฝรั่งหลายแห่ง จะเสิร์ฟสะระเหน่หลังจากที่คุณอิ่ม

 

ผักชีฝรั่ง (parsley) เคี้ยวใบผักชีฝรั่งจะช่วยให้ลมหายใจของคุณสดชื่นขึ้น และช่วยลดระดับความดันโลหิตด้วย

 

โรสแมรี่ มีสารแอนติออกซิแดนท์และแคลเซียมสูง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน 

 

ที่มา: ชีวจิต 

อัพเดทเนื้อหาโดย: ภราดร เดชสาร 17-03-53

 

ขอบคุณ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

เขียนแล้วใน นานาสาระ ... | Tagged: , , | Leave a Comment »

ออกกำลังกายสบายๆ สไตล์…เบาหวาน

Posted by Kru nawaporn บน สิงหาคม 26, 2010

ปลอดภัยได้ถ้าไม่ประมาท 

clip_image002       การออกกำลังกายดูเป็นเรื่องที่ง่ายๆ และธรรมดา แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องคำนึงถึงโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นด้วย ดังนั้นก่อนจะคิดบริหารร่างกายด้วยวิธีใด ก็ควรได้รับการประเมินหาภาวะแทรกซ้อนก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ดังกรณีต่อไปนี้

1. โรคหัวใจและหลอดเลือด สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุมากกว่า 35 ปี หรือป่วยเป็นโรคเบาหวานมานาน หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อหลอดเลือดหัวใจตีบอื่นๆ เช่น สูบบุหรี่ มีกรรมพันธุ์ทางสายเครือญาติที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันสูง หรืออาจมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ อยู่แล้ว เช่น โรคหัวใจ ก่อนออกกำลังกาย ควรได้รับการตรวจโดยการวิ่งบนสายพานเพื่อประเมินประสิทธิภาพของร่างกายก่อน

2. โรคหลอดเลือดแดงขาตีบ ผู้ป่วยมีอาการปวดขาเวลาเดิน แต่พอได้พักก็จะหายปวด กรณีนี้ควรได้รับการประเมินหลอดเลือดแดงที่ขาก่อน หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีอันตรายต่อเท้า และควรสวมเครื่องป้องกันเท้า สามารถออกกำลังโดยการเดิน ขี่จักรยาน ว่ายน้ำได้

3. โรคแทรกซ้อนทางตา ควรได้ตรวจจอรับภาพก่อน และงดการออกกำลังกายบางประเภทที่อาจทำให้ตาบอดได้ เช่น การยกน้ำหนัก การงัดข้อ การวิดพื้น การชกมวย การวิ่ง การเป่าเครื่องดนตรี โดยเลือกการออกกำลังกายเบาๆ แทน เช่น เดิน ขี่จักรยานอยู่กับที่ และว่ายน้ำ

ก่อนออกกำลังกาย ควรวอร์มร่างกายก่อน 5-10 นาที ตามด้วยการยืดกล้ามเนื้อและเอ็น จากนั้นให้ออกกายบริหารโดยการวิ่ง หรือเดินเร็วๆ 30 นาที หลังจากออกกำลังกายให้พัก 5-10 นาที และยืดกล้ามเนื้ออีก 5-10 นาที การออกกำลังกายขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมของร่างกายผู้ป่วย ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ระยะเวลาของการออกำลังกายควรอยู่ที่ 30-40 นาที หรืออย่างน้อย 20 นาทีต่อครั้ง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ 16.00 น. เพราะจะทำให้น้ำตาลตอนเช้าลดลง การออกกำลังกายหลังอาหารจะช่วยลดน้ำตาลในเลือดลงได้

การออกกำลังกายไม่ว่าจะเดิน ขี่จักรยาน วิ่ง วิ่งอยู่กับที่ ว่ายน้ำ แอโรบิค หรือการยกน้ำหนักเบาๆ ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วย ควรเริ่มจากเบาไปหาหนัก เริ่มจากเบาคือให้มีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระดับ 40% ของอัตราการเต้นสูงสุด ซึ่งความหนักของการออกกำลังกายใช้อัตราเต้นสูงสุดของหัวใจเป็นเกณฑ์ โดยทั่วไปแนะนำให้ออกกำลังจนอัตราหัวใจเต้นได้ 60-80% ของอัตราการเต้นสูงสุด ซึ่งหลักเกณฑ์ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด เท่ากับ 220-อายุผู้ป่วย

เพื่อการออกกำลังกายอย่างปลอดภัย ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาก่อน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับยาฉีดอินซูลิน และควรป้องกันแผลอันอาจเกิดขึ้นจากการออกกำลังกาย เช่นตาปลา หรือการอักเสบที่เท้า นอกจากนี้การดื่มน้ำให้เพียงพอก่อนออกกำลังกายและหลังจากนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็น ที่สำคัญควรพกน้ำตาลติดตัวไปด้วย เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ แม้จะมีเงื่อนไขบ้าง แต่ผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถออกกำลังกายแบบสบายๆ และปลอดภัยได้ถ้าไม่ประมาท!!… 

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

อัพเดทเนื้อหาโดย : ณัฏฐ์ ตุ้มภู่  07-05-53

ขอบคุณ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

เขียนแล้วใน กีฬา การออกกำลังกาย | Tagged: , , , | Leave a Comment »

‘ก๊าซในทางเดินอาหาร’ สัญญาณเตือนโรคร้าย!!

Posted by Kru nawaporn บน สิงหาคม 25, 2010

โดยเฉพาะคนแก่และคนclip_image001ป่วย

ก๊าซในทางเดินอาหาร ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้อง “เรอ-ผายลม” แต่ คงไม่พึงประสงค์นักหากผิดที่ผิดทาง สิ่งเหล่านี้เกิดจากการมีก๊าซในทางเดินอาหาร ซึ่งร่างกายต้องขับออกมาอยู่เป็นประจำ แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เกิดการจุกเสียดแน่นท้อง รวมทั้งอาการอื่นๆ ตามมา 

ยิ่งในภาวะปัจจุบัน สังคมขับเคลื่อนให้คนทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น จำต้องรับประทานอาหารจานด่วนเกือบทุกวัน เพื่อย่นระยะเวลาการไปถึงที่ทำงานให้เร็วขึ้น หรือบางคนรีบร้อนจนไม่ทันเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เมื่อวงจรชีวิตเร็วขึ้นๆ ขณะที่ระบบของร่างกายยังทำงานในจังหวะจะโคนดังเดิม โรคต่างๆ ก็ตามมา 

โรคก๊าซในทางเดินอาหาร หลายคนอาจไม่ให้ความสนใจนัก เพราะไม่มีผลร้ายแรงต่อร่างกาย แต่อาจบ่งชี้ว่า คุณกำลังประสบกับภาวะโรคร้ายอยู่ !! 

นพ.สว่างพงษ์ พูลทรัพย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำว่า ก๊าซในทางเดินอาหาร นับวันยิ่งเป็นปัญหาทำให้มีผู้ที่ทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้มากขึ้น อาจเนื่องจากระบบการใช้ชีวิตของมนุษย์มีความรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้บริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดก๊าซมากขึ้นไปด้ว 

ก๊าซในทางเดินอาหารเกิดจากปัจจัยแรกคือ กลืนอากาศเข้าไป ส่วนใหญ่เป็นก๊าซไนโตรเจนและก๊าซออกซิเจน คนส่วนใหญ่มักนึกไม่ถึงว่าโดยปกติเราจะกลืนก๊าซทุกๆ ครั้งที่กลืนน้ำหรืออาหารเฉลี่ยประมาณ 2.6 ลิตรต่อน้ำ 1.5 ลิตรต่อวัน และอาจมากกว่านี้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติ ซึ่งกลืนก๊าซโดยไม่รู้ตัว โดยก๊าซที่กลืนมักถูกขับออกด้วยการเรอ และส่วนน้อยถูกขับออกด้วยการผายลม อย่างน้อยประมาณ 0.5 ลิตรต่อวัน 

ปัจจัยที่สอง เกิดจากการสร้างก๊าซขึ้นมาของร่างกายส่วนใหญ่ โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาลที่ย่อยยากบางชนิด และจากปฏิกิริยาของสารในร่างกาย กลุ่มนี้จะเป็นประเภทก๊าซไฮโดรเจน, คาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน ตลอดจนก๊าซอย่างอื่นอีกเล็กน้อย อันจะทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ 

“คนเราผายลมเฉลี่ย 10-20 ครั้งต่อวัน ในปริมาณก๊าซที่ถูกขับออกมาถึง 0.5-1.5 ลิตรต่อวัน โดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุหรือเพศ” คนไข้มักมีอาการแน่นท้อง ท้องอืด เรอบ่อย ผายลมบ่อยกว่าปกติหรือเห็นผิดปกติ โดยอาการเหล่านี้ผู้ป่วยเองรับรู้ว่าเกิดก๊าซภายในทางเดินอาหารมากกว่าปกติ ขณะเดียวกันแพทย์ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีอาการเหล่านี้บ่อยๆ หรือนานๆ บ่งชี้ได้ถึงคนไข้อาจเป็นโรคร้ายแรงอยู่เดิมแล้ว อันจะกระตุ้นให้เกิดก๊าซในทางเดินอาหารมากกว่าปกติ เช่น โรคลำไส้แปรปรวน โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งในทางเดินอาหาร ฯลฯ ดังนั้นควรให้ความสำคัญโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก ตลอดจนคนที่ป่วยมานานและทวีความรุนแรงมากขึ้น 

รวมถึงคนไข้ที่มีอาการเตือนบางอย่าง เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ โลหิตจาง ถ่ายอุจจาระ ท้องผูก หรือท้องเสียเป็นประจำ การรับประทานอาหารบางประเภท เป็นอีกปัจจัยกระตุ้นให้เกิดก๊าซในทางเดินอาหาร ดังนั้นผู้ป่วยควรเลี่ยงอาหารประเภทนม ไอศกรีม เนย โยเกิร์ต น้ำอัดลม น้ำผึ้ง หรือของขบเคี้ยว เช่น ถั่วต้ม ถั่วเหลือง ลูกอม หมากฝรั่ง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด มันฝรั่ง เมล็ดพืชอบแห้ง ตลอดจนกะหล่ำปลี บรอกโคลี เป็นต้น 

ผู้มีภาวะเสี่ยงโรคนี้ ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หลีกเลี่ยงการพูดคุยในระหว่างกินอาหาร เพื่อไม่ให้อากาศเข้าสู่ทางเดินอาหารมากเกินไป และไม่ควรนอนหรือเอนตัวหลังรับประทานอาหาร ควรออกกำลังกายอยู่เสมอ เพื่อช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น 

ส่วนการรักษาด้วยยาบางชนิดจะออกฤทธิ์โดยกระตุ้น การบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนบน ซึ่งต้องระวังผลข้างเคียงในกรณีที่ใช้ยาติดต่อกันนาน ดังนั้นคนไข้ไม่ควรบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าวอาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ผู้ป่วยที่มีอายุมาก มีอาการมานานหรือแย่ลง รวมทั้งมีอาการเตือน เช่น โลหิตจาง น้ำหนักลดผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที 

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว การรับประทานอาหารแต่ละมื้อ และการใช้ชีวิตประจำวันจึงควรเอาใจใส่ เพื่อจะได้ห่างไกลจากโรคร้าย มีชีวิตอยู่กับคนที่เรารักไปนานๆ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ขอบคุณ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

เขียนแล้วใน นานาสาระ ..., สุขภาพ และโภชนาการ | Tagged: , , , , , , | Leave a Comment »

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.