ครูนวพร

กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา

  • Today’s Photo

  • Calendar:

    มิถุนายน 2012
    อา พฤ
    « ต.ค.    
     12
    3456789
    10111213141516
    17181920212223
    24252627282930
  • Archieves:

  • Meta

  • จำนวนผู้เข้าชม

    • 338,164 hits

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘ศาสนา คำสอน จริยธรรม’

มหาเศรษฐีไทยใจบุญ เปิดรพ.รักษาฟรี

Posted by Kru nawaporn บน เมษายน 9, 2010

Source:     http://www.thaicareer.com/3_403_0.html

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2551 รายการเจาะใจ ได้เชิญ บุคคลที่น่าทึ่งท่านหนึ่งมาสัมภาษณ์  

เค้าคือ คุณ ธานินทร์ พันธ์ประภากิจ

เรื่องย่อ……
ออกจากมหาลัยตอนเรียนได้แค่ 9 หน่วยกิจ มาทำธุรกิจติดต่อกับญี่ปุ่นครั้งแรก ตอนนั้นไม่มีตังค์ซักเท่าไหร่ เมื่อวันที่นักธุรกิจญี่ปุ่นคนแรกที่ดิวด้วยจะต้องกลับประเทศ ก็ดันตกเครื่อง เค้าโดนขอตังค์ค่าเครื่องบินใบใหม่แต่ไม่มีให้ จึงนำรถปิกอัพตนเองไปขาย

 วันรุ่งเค้านั่งแท๊กซี่ ไปรับนักธุรกิจคนเดิมที่โรงแรมเพื่อไปสนามบิน พร้อมตั๋วเครื่องบินใบใหม่ นักธุรกิจญี่ปุ่นถึงกับพูดไม่ออกเมื่อทราบวิธีได้เงินมาซื้อตั๋วให้   แถมเค้ายังให้ตังค์ไปอีก 1 หมื่นบาทติดตัว ตังค์ก็ไม่มีแต่ช่วยคนกันแบบโคตรจริงใจสุดตัว

 หลังจากนั้นไม่กี่วัน ภรรยาของนักธุรกิจญี่ปุ่นคนเดิม โทรมาถามบัญชีธนาคาร เค้าได้รับเงินโอนมา 1 ล้านบาท ย้ำว่า 1,000,000 บาทเข้าบัญชี เค้านำเงินไปซื้อรถบรรทุกคันใหม่ แล้วชีวิตการทำธุรกิจจากการช่วยเหลือเพื่อนนักธุรกิจคนนั้นก็เกิดขึ้น กำไรครั้งละ 30 ล้านบาทต่อการขนลงเรือ 1 ครั้ง วันนึงหลายลำ ทำมาหลายปี จนน่าจะถูกเรียกว่า รวย  (ด้วยการซื้อขาย รถมอไซค์เก่าจาก ญี่ปุ่นจากการเพื่อนนักธุรกิจญี่ปุ่นคนเดิม   เพื่อนำๆไปขายให้คนจน ที่ไม่มีโอกาสขับรถใหม่ ทั้งในไทยลาวเขมรเวียตนาม ในราคาถูกสุดๆเพียง คันละ 600 บาท ไปขายต่อในราคา 16,000 บาท / คัน กำไรหลังหัก คชจ. เหลือ 11,000 บาท   ทั้งหมด 3,000 คันต่อลงเรือ 1 ลำ ขายมาตั้งแต่เรียนราม)

 ปัจจุบัน อายุมากแล้ว เลิกทำทุกอย่าง รับค่าเช่าจากธุรกิจเพียงเท่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ ต้องการหันหน้ามาทำบุญอย่างจริงจัง ตายไปก็เอาไปด้วยไม่ได้ จึงได้เริ่มจากการบริจาคที่ดิน ซอยสุขุมวิท 24 จำนวน 3 ไร่ 130 ตรว.  (มูลค่าที่คนมาขอซื้อ 700,000 บาท   ต่อ ตรว. หรือ 6,000 ล้านบาท) เพื่อตั้ง บริษัททาสของแผ่นดิน จำกัด เพื่อดำเนินการโรงพยาบาล เพื่อคนจน มารักษาผ่าตัดตา และฟอกไต ฟรี!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!  ใครจะขอซื้อที่แปลงนี้ก็ไม่ขาย จะให้เป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน อึ้ง!!!!!

 เค้ารักในหลวงมาก อยากให้คนจนสุขภาพดี ทุกวันนี้ ทำเพราะอยากได้บุญ (ก็ไม่รู้ว่าถูกต้องรึเปล่านะ) แต่ก็ช่วยคนจนคนป่วยให้หายจากการเจ็บป่วยมามากมายหลายปีแล้ว

ลอง search ชื่อเค้าดู น่าทึ่งและเลื่อมใสมาก มีคำนึง เค้าตอบคำถามพิธีกร จากคำถามว่า ถ้ามีตังค์น้อย เราจะช่วยอะไรใครได้บ้าง เค้าบอกว่า คนจนช่วยเหลือกันได้มากกว่า คนรวย เพราะคนจนลงแรง แต่คนรวยเอาเงินซื้ออำนาจ การช่วยเหลือเลยไปไม่ถึงคนเดือดร้อนตัวจริง ลงแรงซะก่อนคือสิ่งที่ต้องทำแล้วค่อยลงทุน

clip_image002

ธานินทร์ พันธ์ประภากิจ ทาสของแผ่นดิน

ผู้ถวายไม้จันทร์หอมสร้างพระโกศพระพี่นางฯ

เปิดใจครั้งแรก กับ…ธานินทร์ พันธ์ประภากิจ ผู้ถวายท่อนไม้จันทน์หอม สร้างพระโกศสมเด็จย่า และสมเด็จพระพี่นางฯ พร้อมเจริญรอยตามในหลวง ด้วยการเปิดบริษัท ทาสของแผ่นดิน รักษาต้อกระจกฟรีให้กับคนจน

ความจงรักภักดี แปลว่า ความยอมสละตนเพื่อประโยชน์แห่งท่าน” คือถึงแม้ว่าตนจะต้องได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ตกระกำลำบากหรือจนถึงต้องสิ้นชีวิตเป็นที่สุด ก็ยอมได้ทั้งสิ้น เพื่อมุ่งประโยชน์อันแท้จริงให้มีแก่ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์   …. ความจงรักภักดีแท้จริงนี้เอง คือความรักชาติซึ่งคนไทยสมัยใหม่พอใจพูดอยู่จนติดปาก แต่จะมีสักกี่คนที่จะทำได้อย่างแท้จริง

วันนี้ WhO? จะพาไปรู้จัก ธานินทร์ พันธ์ประภากิจ ประธานกรรมการบริษัท ทาสของแผ่นดิน จำกัด ผู้ประกาศความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และหวังที่จะเดินตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง

เข้าเฝ้าในหลวง คือที่สุดในชีวิต

จะมีสักกี่ครั้งในชีวิตของคนธรรมดาสามัญ ที่จะมีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างใกล้ชิด แต่สำหรับคุณธานินทร์นั้นไม่เพียงการได้เข้าเฝ้าที่สร้างความประทับใจ แต่พระราชดำรัส ขอบใจ ยิ่งทำให้เขามีความสุขจนไม่อาจลืม…สีหน้าและแววตาแห่งความปลื้มปีติปรากฏบนใบหน้าชายวัย 51 ปี ขณะเดียวกันเขาพลางชี้ไปยังจดหมายที่ใส่กรอบอย่างดีซึ่งติดบนผนังห้องทำงานอันมีใจความว่า ตามหมายแจ้ง ความประสงค์ถวายท่อนไม้จันทน์หอม เพื่อใช้ในงานพระราชพิธี ถวายพระเพลิงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สำนักพระราชวังได้นำถวาย ความกราบบังคมทูล พระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงขอบใจ หจก.เอ็ม.เอ.ที. อิมปอร์ต-เอ็กซปอร์ต …”

คุณธานินทร์ เล่าถึงที่มาของไม้จันทร์หอมดังกล่าวว่า เกิดจากเมื่อครั้งไปทำธุรกิจในประเทพม่า จึงได้ซื้อท่อนไม้จันทน์นี้กลับมาเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายในหลวง   จนเมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จสวรรคต   เขาจึงน้อมเกล้าฯ ถวายท่อนไม้จันทน์หอมอีกครั้ง   พร้อมเป็นผู้อัญเชิญท่อน ไม้จันทน์หอมมาสร้าง พระโกศถวายสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ดังใจความในจดหมายอีกฉบับที่สร้างความภาคภูมิใจให้เจ้าตัวไม่น้อย

ตามที่จังหวัดประจวบ ได้มอบหมายให้อ.กุยบุรีรับผิดชอบดำเนินการนำ ไม้จันทน์หอม จากอุทยานแห่งชาติกุยบุรี นำส่งสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร วันจันทร์ 11 ก.พ. 51 เพื่อนำไปสร้างพระโกศในพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ การทำพิธีสักการะไม้จันทน์หอม เพื่อนำไปใช้สร้างพระโกศในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ

ตามหนังสือที่อ้างถึง บ.ทาสของแผ่นดิน ได้เสนอเรื่องการนำช้าง 12 เชือก เป็นพระราชพาหนะในเคลื่อนพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ ไปเพื่อสำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี พิจารณาคณะกรรมการฝ่ายจัดการ พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. มีมติเห็นสมควรให้ดำเนินการจัดงานพระราชพิธี โดยอัญเชิญพระศพสมเด็จ พระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตามแบบโบราณราชประเพณี

แค่ผมได้หนังสือของพระองค์ท่านที่ทรงขอบใจมา กระดาษ 1 แผ่นนี้   ผมว่ายิ่งกว่าได้ยศฐาบรรดาศักดิ์ เป็นกระดาษที่มีคุณค่ามากกว่าเงินตราเสียอีก ถึงมีเงินเป็นแสน เป็นล้านก็ไม่สามารถมีหนังสือฉบับนี้ได้ แล้วก็เป็นหนังสือที่ประทับอยู่ในหัวใจ ในชีวิตของ ผมจะปิดทองใต้ฐานองค์พระปฏิมา แม้คนอื่นจะมองไม่เห็นก็ตาม เพียงแค่ให้พระองค์ท่าน หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์รู้ก็พอแล้ว รางวัลชีวิตอันยิ่งใหญ่ของคุณธานินทร์ที่น้อยคนนักจะได้รู้

ธานินทร์ ทาสของแผ่นดิน

 แม้เจ้าตัวจะไม่อยากเปิดเผยเรื่องราวแห่งความดีที่เคยทำ แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่หลายคนควรรู้ โดยเฉพาะช่วงชีวิตกว่าจะเป็นธานินทร์ ผู้เป็นเจ้าของบริษัท ทาสของแผ่นดิน และผู้ก่อตั้งศูนย์ผ่าตัดต้อกระจก-ต้อเนื้อ ฟรีแก่ประชาชนในเวลานี้

คุณธานินทร์ เรียนจบจาก ปวช.พาณิชย์วิทยาลัย สีลม จากนั้นได้เข้าไปเรียนที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะรัฐศาสตร์ แต่เรียนได้เพียง 9 หน่วยกิตก็เลิกเรียน เพราะรู้สึกว่าการเรียนก็ได้แค่เรียนรู้เท่านั้น สู้ทำงานเองจะดีกว่า เขาจึงตัดสินใจออกมาทำธุรกิจกับเพื่อน จำหน่ายสินค้าประเภทรถยนต์ มอเตอร์ไซด์ หนังสัตว์ กระดูกสัตว์ เสื้อผ้า และเครื่องใช้ต่างๆ กับต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น อเมริกา ลาว เขมร เวียดนาม สิงคโปร์ และจีน ในนาม หจก.เอ็ม.เอ.ที อิมปอร์ต-เอ็กซปอร์ต

จวบจน กระทั่งได้มาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา บริษัท เพรสซิเดนท์ ปาร์ค ( President Park ) พร้อมกับเป็นผู้ควบคุมดูแลอาคารทั้งหมด   จากนั้นจึงก่อตั้งบริษัท ทาสของแผ่นดิน จำกัด   เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว เพื่อจัดตั้งศูนย์ผ่าตัดต้อกระจก-ต้อเนื้อแก่ประชาชน โดยเขาเล่าถึงที่มาของชื่อบริษัทว่า ต้องการให้เห็นอุดมการณ์อันแน่วแน่ที่จะแก้ไขในสิ่งผิด

ในอดีตชาติหรือปัจจุบันเราทำผิดมาก็มากทำถูกมาก็มาก   อยากให้มองว่าระหว่างที่ เรามีชีวิตอยู่ไม่ควรมีการแบ่งชนชั้นวรรณะ หรือแบ่งเชื้อชาติศาสนา แต่ให้ยึดมั่นในองค์ พระมหากษัตริย์ ประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าอยู่และเป็นแผ่นดินที่ร่มเย็นมาก

พ่อแม่ผมอยู่ในประเทศไทย แล้วผมก็เกิดในแผ่นดินนี้ ทุกคนอาจเห็นผมตัวดำ สีผิวผมที่ดำนี้คือสีดิน แล้วถ้าตัวผมไม่ดำผมจะเป็นทาสของแผ่นดินได้ยังไง    เคยมีอุทาหรณ์สอนใจผมว่า ผมน่าจะเกิดเป็นลูกของคุณทักษิณ เพราะผมจะได้เป็นคนรวย มีเงินเยอะๆ ผมจะเดินทางไปหาประชาชน เดินตามรอยพระยุคลบาทของในหลวง พ่อผมจะเป็นอะไรก็เป็นไปไม่เกี่ยวกับผม แต่ผมจะเดินออกไปหาคนจนในถิ่นทุรกันดาร คิดว่าน่าจะเป็นความสุขใจในชีวิต วันนี้ผมจึงกล่าวขานขนานนามต่าง ๆ ในชีวิตของผมว่า ขอถวายชีวิตเป็นราชพลีแด่พระองค์วงศ์จักรี ธานินทร์ทาสของแผ่นดิน

ศูนย์ผ่าตัดต้อเกิดจากลมหายใจสุดท้าย

ศูนย์ผ่าตัดต้อกระจก-ต้อเนื้อ ฟรี ดังกล่าว เกิดขึ้นจากพลังแห่งศรัทธา ในบุญและบาป โดยครั้งหนึ่งคุณธานินทร์เคยถูกลอบยิงเกือบเอาชีวิตไม่รอด สาเหตุเกิดจากสองสามีภรรยาซึ่งเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในแวดวงสังคม เอาภาพถ่ายของตัวเองขณะยืนอยู่หน้าทัชมาฮาลวางติดไว้ด้านบนผนังด้านบนและเอารูปเจ้าแม่อุมาเทวีวัดแขกไว้ด้านล่าง เมื่อคุณธานินทร์เห็นเข้าจึงรู้สึกเป็นสิ่งที่ไม่สมควร พร้อมกับเขียนเรื่องนี้ลงในหนังสือของตัวเองเพื่อบอกให้ประชาชนได้รับรู้

ประเด็นนี้เองอาจสร้างความโกรธแค้นและกลายเป็นชนวนลอบสังหาร โดยเขาถูกมือปืนยิงบริเวณหน้าบ้านย่านสีลม ลูกปืนเข้าที่ศรีษะทำให้ต้องรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ.กรุงเทพคริสเตียน ในห้องไอซียู นานถึง 45 วัน และต้องทำการผ่าตัดถึง 6 ครั้ง เป็นช่วงเวลาที่ได้เห็นคนเสียชีวิตมากมายมหาศาล สัจธรรมเกิดขึ้นมาทันทีว่า ภาพที่เห็นคนตาย คิดในทาบวกถือเป็นความสุข เพราะไม่ได้นอนกับคนที่รักเราอย่างเดียว แต่ได้นอนกับคนที่ต้องตายทุกวัน คิดว่าน้อยคนนักที่จะได้มานอนกับคนตายแบบนี้ ระหว่างที่อยู่ไอซียูยังได้ยินเสียงทุกคนพูดตรงกัน คงอยู่ไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่ครึ่งชั่วโมงนั้นทำให้รอดตายมาได้ นับว่าโชคดีและเป็นบุญอย่างหนึ่ง ถามว่าสะทกสะท้าน กับความตายไหม บอกได้เลยว่าไม่มี เลยได้คารมเด็ดๆในชีวิตว่า ไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา ไม่เสียดายเวลาถ้าสิ้นไป เพราะว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว  

clip_image004clip_image006

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เหตุนี้ ชีวิตที่เหลืออยู่ เขาจึงขอแทนคุณแผ่นดินด้วยการตั้งศูนย์ผ่าตัดต้อกระจกขึ้น เพื่อรักษาผู้ยากไร้ วันนั้นคิดว่า ถ้าผมกลับมาได้จะตอบแทนบุญคุณให้กับ แผ่นดินที่เราอาศัยอยู่ได้ยังไง ถ้าไปกิน-นอนอยู่กับใครสักคนโดยไม่ทำอะไรให้ แต่อยู่อย่างสุขสบายไม่ช่วยเหลือและเกื้อกูล ไม่ทำอะไรให้เลย  เขาจะเรียกว่าเนรคุณไหม และถ้าผมอยู่ในแผ่นดินนี้ ไม่ช่วยเหลือแล้ว ยังกอบโกยโกงกินผืนแผ่นดิน เขาจะเรียกผมว่าทรราชของแผ่นดินหรือเปล่า “   ชีวิตเฉียดตายทำให้เข้าใจในความเป็นมนุษย์และบุญคุณที่ต้องทดแทนแผ่นดิน

เมื่อแนวคิดในการเปิดศูนย์ผ่าตัดต้อกระจกทำท่าว่าจะเป็นจริง คุณธานินทร์ จึงปรึกษากับ นพ.วิทิต อรรณเวชกุล ผอ.โรงพยาบาลบ้านแพ้วในขณะนั้นทันที แม้คุณหมอจะถามย้ำถึงความเชื่อมั่นว่าทำแน่หรือ เพราะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่เขากลับมั่นใจว่าต้องทำได้

 เมื่อปรึกษาหารือกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงสั่งซื้ออุปกรณ์การผ่าตัดดวงตา จากต่างประเทศ และสั่งซื้อรถห้องผ่าตัดเคลื่อนที่หลายสิบล้านบาท โดยเงินทั้งหมดในการซื้อ อุปกรณ์เป็นเงินส่วนตัวของผมที่ได้เก็บสะสมตลอดทั้งชีวิต ผมต้องการช่วยเหลือชาวบ้านผู้ยาก ไร้คนไทยในแผ่นดินด้วยกัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จากนั้นเขาได้จัดทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ลงพื้นที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยครั้งนั้นมีผู้ป่วยถึง 200 ราย หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดต้อกระจก และสามารถมองเห็น อีกครั้ง ทุกคนต่างร้องไห้ดีใจ วิ่งเข้ามากอดเขาด้วยความซาบซึ้ง  

ตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ศูนย์แห่งนี้สามารถทำให้ผู้ที่เป็นต้อกระจกมองเห็นได้ประมาณ 600,000 ราย และในปี 2549 พบผู้ป่วยตกค้างสะสมกว่า 100,000 ราย   ณ วันนี้หากถามว่าเหนื่อยไหม คุณธานินทร์ ตอบกลับทันทีว่า ไม่เหนื่อยเลย “   เพราะแม้กำลังกายจะสู้คนอื่นไม่ได้ หรือกำลังเงินอาจสู้ประชาชนคนรวยไม่พอ แต่เขาเชื่อว่ากำลังใจของเขาใหญ่กว่าคนรวยในแผ่นดินไทยมากมายมหาศาล

 ผมมาช่วยเหลือชาวบ้าน เพราะผมแบกความจนเอาไว้ การแบกความจนจะทำให้รู้ว่า เกิดเป็นคนอย่าลืมตัว เกิดเป็นวัวอย่าลืมตีน ดังนั้น ถ้าเราแบกความจนเอาไว้จะไม่ลืมความจนเลย วันนี้เราแบกความจนเอาไว้ก็จะพาประชาชนพ้นทุกข์ได้ และหากเราแบกความรวยเอาไว้เมื่อไร   เราจะกลายเป็นคนลืมตัว ถ้าตายไปแล้วขึ้นสวรรค์ ขณะเดียวกันก็ยังมีคนยากจนอยู่ในแผ่นนี้ ขอกลับลงมาเกิดในแผ่นนี้ดีกว่า   ผมไม่ได้คิดที่จะเปิดศูนย์นี้เท่านั้น แต่มีความตั้งใจจะสร้าง ร.ร.อนุบาลเรารักในหลวง เพื่อต้องการปลูกรากแก้วให้กับเด็กๆ เขาเล่าถึงสิ่งที่ได้ช่วยเหลือชาว บ้านให้หมดทุกข์ด้วยแววตาที่มุ่งมั่นเช่นเดิม

 ชีวิตที่เหลืออยู่ของ ธานินทร์ พันธ์ประภากิต เขาขอเดินรอยตามพระยุคลบาทองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพราะสิ่งที่ผู้ชายคนนี้แบกไว้ ไม่ใช่ความรวย ไม่ใช่ความดี แต่คือ ความจน ที่เขาจะแบกไปตลอดชีวิต…

clip_image002[7]

ผู้ที่ประสงค์ผ่าต้อกระจกฟรี! ติดต่อไปยังโรงพยาบาลบ้านแพ้ว และนายชูศักดิ์ แก้วสุริยอร่าม บริษัท ทาสของแผ่นดิน จำกัด อาคารพระมหากรุณาธิคุณ เลขที่ 98 ซอยสุขุมวิท 24 ถ.สุขุมวิท แขวงคลองตัน เขต คลองเตย กทม. 10110

สอบถามรายระเอียดได้ที่ 02-2629454-5, 02-2618213-7 เวลาทำการ วันจันทร์-วันศุกร์ 08.00-17.00 น. (ติดตามเรื่องราวดี ๆ ใน WhO? Magazine ฮู แมกกาซีน ได้ทุกวันอังคารของเดือนครับ)

++ รักษาตาฟรี !! ผ่าตัดต้อกระจก , ต้อเนื้อ นำมาบอกต่อ ++

รักษาตา ฟรี! ถวายในหลวง

(บอกต่อ ๆ กันไปเผื่อจะได้ช่วยคนที่เค้าเดือดร้อนค่ะ)

โครงการคืนแสงสว่างให้ผู้ป่วยต้อกระจกและต้อเนื้อ
 

ขอเรียนเชิญผู้ป่วยทุกท่านมารับ บริการผ่าตัดต้อต้อกระจกและต้อเนื้อฟรี โดยมิต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น โดยมีแพทย์ของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)
 
 ขอบคุณ: forwarded mail
 

 

เขียนแล้วใน นานาสาระ ..., ศาสนา คำสอน จริยธรรม | Tagged: , , | 3 Comments »

เศรษฐกิจพอเพียง .. ภูมิคุ้มกัน “โลกแตก”

Posted by Kru nawaporn บน กุมภาพันธ์ 1, 2010

Sufficient Economy: Immunity against “the end of the world”

ถ้ามองอย่างเป็นระบบ อย่างใช้ความรู้ อาจกล่าวได้ว่า “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่เป็นหนทางกู้ตำบล กู้ประเทศ ให้รอดพ้นจากวิกฤติเท่านั้น แต่ยังเป็นหนทาง “กู้โลก” กลม ๆ ใบนี้อย่างแท้จริง 

clip_image002แม้หัวข้อปาฐกถาจะกำหนดไว้เพียง “แนวทางการทำงานภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ต้องเข้าใจ” แต่เพราะได้สนองงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นเวลายาวนาน ทั้งในฐานะเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และบทบาทอื่นอีกมากมาย ทำให้เนื้อหาที่ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบล วิถีีพอเพียง ตั้งใจถ่ายทอดด้วยลีลาง่าย ๆ เป็นกันเองแก่ผู้บริหาร ปตท. และเจ้าหน้าที่ทั้งหมดของโครงการฯ เกือบ 200 คน ณ. สำนักงานใหญ่ ปตท. เมื่อปลายเดือนมีนาคม

คุณรู้หรือไม่ว่า โลกกำลังป่วยหนัก

ปัญหาของโลกทุกวันนี้ไม่ว่าเป็นปัญหาอะไร เกิดที่ไหนในโลก มีสาเหตุอย่างเดียว คือ การบริโภคที่เกินพอดีของมนุษย์ เพราะทุกวันนี้ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ที่ไหน ล้วนอยู่ภายใต้ระบบเดียวที่เหมือนกัน คือ ระบบบริโภคนิยม คนทุกคนจะถูกกระตุ้นให้บริโภค สื่อต่างๆ ที่ผ่านหู ผ่านตา ล้วนชักจูงและหลอกล่อให้บริโภคเกินพอดี กินเกินพอดี (กินของมันจนเกิดโรค) ใช้เกินพอดี (มีเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว มากเกินจนล้นตู้) สะดวกสบายเกินพอดี ทำให้การใช้พลังงานของโลกพุ่งกระฉูด (ใช้รถยี่ห้อแพงๆ กินน้ำมันเยอะๆ มีเครื่องอำนวยความสะดวกที่เกินจำเป็น)

ทำไม คนที่เข้าใจ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวง จึงยอมรับว่า เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอด เขาวิเคราะห์จากเหตุผลอะไร

ความสับสนเรื่องแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง”

เริ่มต้นกล่าวถึงคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง หลายคนรู้สึกว่ายากต่อการทำความเข้าใจ เป็นเช่นนี้เพราะที่ผ่านมาหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พยายามดึงเอาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปสู่กิจกรรมที่ตนเองทำอยู่ ทำให้ภาพออกมาสับสน ไม่ครอบคลุมความหมายทั้งหมด วนเวียนอยู่ในเรื่องปลูกผัก ทำปุ๋ย ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นธรรมะ ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร ถ้าเข้าใจ และนำไปปรับใช้ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการงาน ก็จะเกิดประโยชน์กับตนเอง เป็นหลักปรัชญาที่นำไปใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตได้ทุกระดับ ทั้งการบริหารประเทศ ในองค์กรขนาดใหญ่ ในครัวเรือน หรือแม้แต่ใช้กับชีวิตส่วนตัว ซึ่งถ้าเข้าให้ถึงแก่น จะไปถึงจุดหมาย คือ ความสุขที่ยั่งยืน แต่คนไม่ค่อยเชื่อ เพราะไม่เข้าใจ ไม่รู้จักฐานของปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็น เป็นเรื่องใกล้ชิดกับชีวิตของพวกเราทุกคน นั่นคือ ความเป็นมาและเป็นไปของโลกใบนี้ ทั้งๆ ที่เราต้องอาศัยและมีชีวิตอยู่บนโลก เราไม่เคยสนใจจะรู้จัก ไม่สนใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบนโลกกลมๆ ใบนี้

ปัญหาต่างๆ มีลำดับความเป็นมานับแต่วิวัฒนาการของโลก ถ้าเราศึกษา (ซึ่งเดี๋ยวนี้มีนักวิทยาศาสตร์ช่วยศึกษา) จะพบว่า โลกใบนี้เกิดมา 4,600 ล้านปีแล้ว ในช่วงค่อนแรกคือ 4,000 กว่าล้านปี แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่หลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน มีการปรับตัวครั้งใหญ่ที่เรียกว่าโลกแตกมาแล้วถึง 5 ครั้ง แต่ละครั้ง สิ่งมีชีวิต (สัตว์และพืช) เหลืออยู่ไม่ถึง 10% ครั้งสุดท้ายแตกเมื่อ 65 ล้านปีที่ผ่านมา ตัวเร่งให้เกิดการปรับตัวของธรรมชาติ คือคนเรานี่เอง นอกจากการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็วแล้ว (วันนี้ 6,700 ล้านคน) มนุษย์ยังบริโภคทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกใบนี้อย่างเกินพอดี ในขณะที่โลกยังเท่าเดิม ไม่ได้ใหญ่ขึ้นตามจำนวนคน ทุกวินาทีที่มนุษย์บริโภค (กิน ใช้ หายใจ ฯลฯ) เท่าไร ก็คายขยะให้โลกเท่านั้นโดยไม่รู้ตัว และไม่ได้คำนึงถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ยังไม่มีใครรู้แน่นอนว่า โลกจะแตกเป็นครั้งที่ 6 อีกเมื่อไร ทุกวันนี้เราเห็นสัญญาณเตือนภัยทางธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟป่า และพายุฝน ครบหมดแล้วทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ และแต่ละครั้งคนตายนับแสน

ลัทธิเอาอย่างของเมืองไทยและคนไทย

หันมาดูเมืองไทยของเราบ้าง นับแต่เรามีแผนพัฒนาแห่งชาติฉบับที่ 1 เมื่อปี 2504 ฝรั่งมาช่วยเราทำแผนก็ใส่ความคิดให้เราว่า ต้องทำให้เศรษฐกิจมันโตขึ้นเรื่อยๆ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรมที่เราส่งเสริม

พอถึงช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 5 เราก็อยากเป็นนิกส์ อยากเป็นเสือตัวที่ 5 ตอนนั้นตัวเลขของเราโตด้วยตัวเลขสองตัวติดต่อกันถึงสามปีคือ 13.2, 12.2, และ 11.6 ในขณะที่ภาคเกษตรซึ่งเป็นวิถีชีวิตหลักของคนไทยลดลงจากประมาณ 40% เหลือไม่ถึง 10% ของรายได้ของประเทศ ระหว่างที่เราชื่นชมตัวเลขทางเศรษฐกิจ เราก็มีปัญหาเรื่องการเมือง มีการปฏิวัติเป็นระยะ มีปัญหาเรื่องวิกฤติน้ำมัน เราสูญเสียป่าไม้ไปเป็นจำนวนมาก การกระจายรายได้ไม่ดี เกิดเงินเฟ้อ ที่สำคัญ คนยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น 

clip_image004ระหว่างนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ออกมารับสั่ง ให้พยายามทำให้ประเทศของเราพอมีพอกิน ซึ่งไม่มีใครสนใจเลย

หลังจากที่เศรษฐกิจโตติดต่อกัน 3 ปี ฟองสบู่ก็แตก

บทเรียนอันหนึ่งที่พบคือ เราอยากทำอย่างคนอื่นเขา อยากเป็นนิกส์ (NIC: New Industrialize Countries) อยากเป็นเสือตัวที่ห้า

“นี่คือนิสัยอยากเอาอย่างคนอื่นเขา  … ณ วันนั้น ไม่เคยถามตัวเองเลยว่า โดยสภาพทุนทั้งหมดที่เรามีอยู่ สภาพสิ่งแวดล้อม สภาพวิถีชีวิตของคนเรา เราควรจะเป็นตัวอะไรดี ลองคิดดูว่า ถ้าวันนั้น เราดำรงความเป็นควายของเราไว้ วันนี้เราอาจรวยไม่รู้เรื่อง”

หนทางสู่ความพอเพียง เพียงก้มดูตัวเองอย่างมีสติ

เศรษฐกิจพอเพียง ต้องเริ่มต้นด้วยการเหลียวมองดูรอบๆ ตัว อย่างมีสติ เห็นสิ่งต่างๆ แล้ว เอาปัญญาใส่เข้าไป แล้วเข้าสู่ธรรมะสามประการของความพอเพียงนั่นคือ ประมาณตน มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน

จะมีการประมาณตนได้ ต้องมีการประเมินตนเองก่อน จึงจะรู้ว่า จะประมาณตนเองได้แค่ไหน

“เห็นเอกสารของโครงการฯ ที่มีการทำบัญชีครัวเรือน ลงข้อมูลเรื่องรายรับรายจ่าย นั่นแหละการประเมินตนได้ทะลุปรุโปร่งตลอดเวลา ถ้าไม่มีการประเมินก่อนจะรู้ได้อย่างไรว่า จะประมาณได้อย่างไรว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ แค่ไหนอย่างไร”

เมื่อรู้ตัวแล้ว ได้ตัวเลขข้อมูลในเอกสารแล้ว นั่นแหละคือ ผลที่จะให้เราเดินไปข้างหน้าอย่างไร ทุนนิยมใช้กิเลสตัณหาเป็นตัวนำทาง แต่เศรษฐกิจพอเพียง ใช้เหตุใช้ผลและปัญญาเป็นตัวกำกับ เมื่อลงมือทำไปแล้ว ก็อย่าประมาทต้องสร้างภูมิคุ้มกัน ก็คือการจัดการความเสี่ยง แต่ทั้งหมดนี้ต้องทำอย่างมีความรู้ รอบคอบ และที่สำคัญต้องมีจิตใจที่มีคุณธรรม

clip_image006“เศรษฐกิจพอเพียง คือ เราชนะกิเลสไหม  … ไม่ใช่สอนให้ตัดกิเลส แต่ควบคุมกิเลสอย่าให้มันชนะเรา อย่าให้มันควบคุมเรา …”

เห็นด้วยอย่างยิ่งที่โครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบล วิถีพอเพียง ที่มุ่งลดรายจ่ายมากกว่าหารายได้

“นักพัฒนาในอดีตส่วนใหญ่ ไปบอกให้เพิ่มรายได้ซิอย่าอยู่เฉยๆ ทำอะไรต่ออะไร ผมก็เริ่มโง่มาอย่างนั้นเหมือนกัน แต่มาถึงตอนนี้ ผมเห็นแล้วว่า ขั้นตอนแรกต้องลดรายจ่ายก่อน มีสารพัดเลยที่เราจะลดได้ … มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราสามารถทำได้ทันที … ถ้าเรามีความคิดที่จะดำเนินชีวิตแบบพอเพียง”

ขอบคุณบทความจาก: วารสารสื่อพลังปีที่ 17 ฉบับที่ 3

เขียนแล้วใน ธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม, ศาสนา คำสอน จริยธรรม | Tagged: , , | Leave a Comment »

THE SEED – Very good story

Posted by Kru nawaporn บน มกราคม 21, 2010

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งเริ่มแก่ตัวลง และต้องการหาคนมาสืบทอดธุรกิจ แทนที่เขาจะเลือกผู้อำนวยการ หรือ ลูกของเขา แต่เขาตัดสินใจที่จะทำบางอย่างที่แตกต่างออกไป   เขาเรียกนักบริหารหนุ่มๆ ในบริษัทของเขา มารวมกัน และพูดว่า

” ถึงเวลาที่ฉันจะวางมือและเลือกคนที่จะเป็น CEO คนใหม่แล้วหล่ะ”

” และฉันก็จะตัดสินใจเลือกคนหนึ่งในพวกคุณเนี่ยะแหละ” 

พวกหนุ่มต่างรู้สึกช็อคกันใหญ่ เขาพูดต่ออีกว่า

“วันนี้ผมจะให้เมล็ดพืชแก่พวกคุณคนละเมล็ด  เป็นเมล็ดพิเศษ คุณต้องดูแลและรดน้ำ  นับจากวันนี้ไปอีก 1 ปี กลับมา และผมจะตัดสินจากต้นไม้ที่เจริญเติบขึ้น ที่พวกคุณนำมาให้ผม คนที่ผมเลือกจะได้เป็น  CEO คนต่อไป”
 
นักบริหารหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อ จิม  เขาเป็นหนึ่งในหนุ่มๆ ที่ได้รับการคัดเลือกในวันนั้น เขาได้รับเมล็ด มา 1 อัน และกลับบ้านด้วยความตื่นเต้น  เขาบอกภรรยา และช่วยกันเตรียมกระถาง ดิน และปุ๋ย เพื่อเตรียมปลูกต้นไม้  พวกเขาดูแล รดน้ำมาตลอด
 
ผ่านไปสามสัปดาห์  พวกนักธุรกิจหนุ่มคนอื่น ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเมล็ดพื่ชที่เขาได้รับ และเริ่มเจริญเติบโต แต่จิม ก็เฝ้าดูทุกวัน แต่ก็ยังไม่มีต้นอะไรงอกออกมา  3 สับดาห์ ผ่านไป  4  สับดาห์ ผ่านไป -  5  สับดาห์ ผ่านไป ก็ยังไม่เห็นอะไรในกระถาง  ตอนนี้หนุ่ม ๆ ได้พูดถึงต้นไม้กันอีกแล้ว  แต่จิม ไม่มีอะไรจะพูด เพราะเขาไม่เห็นต้นไม้ของเขา  เขาเริ่มรู้สึกว่าล้มเหลว 

ผ่านไป 6 เดือน ก็ยังไม่มีอะไรงอกขึ้นมา เขาเริ่มรู้สึกว่าเขาได้ทำลายเมล็ดนั้นไปซะแล้ว
 
ตอนนี้ทุก ๆ คนมีต้นไม้ที่เติบโตขึ้น ยกเว้นจิม ที่ไม่มี แต่เขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงาน แต่เขาก็ยังเฝ้าดูแล รดน้ำ มันมาตลอดเวลา

ผ่านไปครบ 1 ปี ทุกคนก็ได้นำต้นไม้ ไปให้ CEO ได้ตัดสิน แต่จิมพูดกับภรรยาว่า

” ผมจะไม่เอากระถางเปล่าๆ ใบนี้ไปแน่” 

แล้วภรรยาบอกเขาว่า ให้พูดความจริงออกไป ว่ามันเป็นยังไง  จิมรู้สึกว่าท้องปั่นป่วนไปหมด  เป็นวินาทีที่เขารู้สึกอับอายที่สุดในชีวิต  แต่เขาก็คิดว่าภรรยาของเขาพูดถูก  ดังนั้นเขาจึงถือกระถางเปล่าๆ เข้าไปในห้องทีได้นัดหมายกันไว้ เมื่อจิมมาถึง เขาแปลกใจมากว่า ทำไมต้นไม้ของคนอื่นถึงสวยและแข็งแรงกันหมดทุกคน  เมื่อพวกเขาเห็นกระถางของจิม  ส่วนใหญ่ก็จะหัวเราะเยาะ มี 2-3 คนเท่านั้นที่แสดงความเห็นใจ เมื่อท่านประธานเข้ามาถึง เขาได้ทักทายทุกๆ คน แต่จิมก็แอบหลบอยู่ข้างหลัง

“โอ ทำไมต้นไม้ของพวกคุณถึงได้สวยกันเหลือเกิน เอาละ หนึ่งในพวกคนจะได้เลื่อนเป็น CEO กันวันนี้แหละ” 

แต่พอท่านประธานเห็นกระถางของ จิม ที่อยู่ข้างหลังห้อง เขาก็บอกให้ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินเรียกจิม ขึ้นมาข้างหน้า จิมรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก เขาคิดว่าท่านประธานคงคิดว่าเขาล้มเหลว และเขาอาจจะถูกไล่ออก เมื่อจิมเดินมาหน้าห้อง ท่านประธานก็ถามว่า

“เกิดอะไรขึ้นกับต้นไม้ของคุณ”

จิมก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แล้วท่านประธานก็บอกให้ทุกคนนั่งลงยกเว้นจิม  ท่านมองมาที่จิม และก็ประกาศว่า

“CEO คนต่อไปก็คือ ……. จิม”

จิมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง  เพราะต้นไม้ของเขาก็ไม่มี เขาจะได้เป็น CEO ได้อย่างไร และท่านประธานก็พูดว่า

“เมื่อปีที่แล้ว ผมได้ให้เมล็ดพืชกับพวกคุณทุกคน ให้พวกคุณดูแล รดน้ำมันทุกๆ วัน  แต่มันเป็นเมล็ดที่ต้มแล้ว  ดังนั้น มันจะงอกเป็นต้นไม้ได้อย่างไร  พวกคุณทุกคนยกเว้นจิม นำต้นไม้ที่สวยงามมาให้ผม นี่ก็แสดงว่าเมื่อพวกคุณพบว่า เมล็ดมันไม่งอก พวกคุณก็ เอาเมล็ดอื่น ปลูกแทนน่ะสิ  จิม เป็นคนเดียวที่กล้ายอมรับความจริง และนำกระถางเปล่าพร้อมกับเมล็ดที่ผมให้ มาให้ผม ดังนั้น ผมจึงแต่งตั้ง จิม ให้เป็น CEO คนต่อไป”
 
คติธรรม ที่ได้
เมื่อคุณปลูกความซื่อสัตย์ คุณก็จะได้รับความไว้วางใจ
เมื่อคุณปลูกความดี คุณก็จะได้รับมิตรภาพ
เมื่อคุณปลูกความอ่อนน้อมถ่อมตน คุณก็จะได้รับความยิ่งใหญ่
เมื่อคุณปลูกความพากเพียร คุณก็จะได้รับความสำเร็จ
เมื่อคุณปลูกความพิจารณา คุณก็จะได้รับความละเอียดละออ
เมื่อคุณปลูกความทำงานหนัก คุณก็จะได้รับความสำเร็จ
เมื่อคุณปลูกการให้อภัย คุณก็จะได้รับการคืนดี

ดังนั้น  ตรองดูซักนิด ว่า คุณจะปลูกอะไร  คุณก็สามารถกำหนดสิ่งที่คุณจะได้รับได้

ขอบคุณ: Forwarded mail

เขียนแล้วใน มุมสบาย .. สบาย, ศาสนา คำสอน จริยธรรม | Tagged: , , | Leave a Comment »

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.