:: ครูนวพร ::

  • Today’s Photo

  • Calendar:

    ธันวาคม 2016
    อา พฤ
    « พ.ย.    
     123
    45678910
    11121314151617
    18192021222324
    25262728293031
  • Archieves:

  • จำนวนผู้เข้าชม

    • 417,660 hits

แมงกะพรุนกล่อง (Box jellyfish) นักพ่นพิษตัวร้ายในทะเล

Posted by Kru nawaporn บน พฤศจิกายน 10, 2015

clip_image002[10]

ลักษณะของแมงกะพรุนกล่อง

1. เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ในไฟลัม Cnidaria กลุ่ม Cubozao ซึ่งจัดเป็นสัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง

2. มีลำตัวคล้ายร่มหรือระฆังคว่ำ

3. หนวดแต่ละเส้นมีพิษอยู่ประมาณ 5,000 เซลล์

4. มีลักษณะโปร่งใส หรืออาจมีสีฟ้าอ่อน สีเหลือง สีชมพู สีน้ำตาล หรือไม่มีสีเลย ซึ่งสังเกตได้ยากมาก แม้ในน้ำทะเลใส

5. เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง โดยสามารถพุ่งตัวสู่ผิวน้ำได้อย่างรวดเร็ว และยังว่ายน้ำได้เร็วถึง 5 ฟุตต่อวินาที

บริเวณที่พบแมงกะพรุนกล่อง

  1. สามารถพบได้ตั้งแต่ตัวอ่อนขนาด 3-4 ซ.ม. ไปจนถึงตัวเต็มวัยขนาด 20 ซ.ม.
  2. สามารถพบได้บริเวณทะเลเขตร้อนในประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย (มีรายงานพบที่เกาะหมาก จังหวัดตราด เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

การจำแนกสายพันธุ์ของแมงกะพรุนกล่อง

แมงกะพรุนกล่องมีหลายสายพันธุ์ ซึ่งจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ซึ่งแบ่งตามลักษณะเด่นของหนวด (Tentacle) ที่ใช้ในการป้องกันตัวและจับเหยื่อ

Picture3

Picture4

พิษของแมงกะพรุนกล่องต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

เมื่อหนวดสัมผัสกับผิวหนัง จะปล่อยสารพิษในกลุ่ม Protiolytic enzyme ซึ่งมีพิษต่อระบบต่าง ๆ ดังนี้

1. ผลต่อผิวหนัง: ทำให้ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสตาย มีอาการคันและเจ็บปวดบริเวณบาดแผลมาก

2. ผลต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง: ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก และพิษซึมเข้าสู่กระแสเลือด เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้

3. ผลต่อหัวใจ: ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้น

4. ผลต่อระบบประสาท: คลื่นไส้ อาเจียร เวียนศีรษะ กระสับกระส่าย กดระบบประสาททำให้หยุดหายใจ

5. ผลต่อระบบกล้ามเนื้อ: กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังเกร็ง ซึ่งอาจทำให้จมน้ำได้

วิธีการช่วยเหลือและปฐมพยาบาล

1. ผู้ช่วยเหลือต้องแน่ใจว่าตัวเองปลอดภัยจากแมงกะพรุน

2. นำผู้บาดเจ็บขึ้นจากน้ำหรือไปยังบริเวรที่ปลอดภัย

3. ให้ผู้ป่วยอยู่นิ่ง ๆ เพื่อลดการยิงพิษจากแมงกะพรุน

4. ห้ามขัดถูบริเวณที่ถูกแมงกะพรุน

5. เรียกให้คนช่วยและโทร 1669 เรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน ควรสังเกตประเมินอาการตลอดเวลา

6. หากหมดสติ ไม่หายใจหรือไม่มีชีพจร ให้ทำการ CPR ทันที (ใช้หลัก A – B – C)

7. ล้างบริเวณที่ถูกพิษด้วยน้ำส้มสายชูบ้าน ความเข้มข้น 2 – 10 % นานอย่างน้อย 30 วินาที หากไม่มีให้ใช้น้ำทะเล

8. ใช้ถุงมือหนาหรือแนบ คีบหนวดที่ยังติดอยู่ ห้ามใช้มือเปล่าหยิบ

9. ให้ใช้วัสดุขอบเรียบ เช่น เปลือกหอย บัตร สันมีด ขูดเอาเมือกที่เหลืออยู่ออก

10. ในกรณีของแมงกะพรุนกล่อง ให้ใช้น้ำแข็งประคบ ลดอาการปวด หลังจากล้างด้วยน้ำส้มสายชูแล้ว หรือใช้ผักบุ้งทะเลตำพอกที่แผล แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล

ข้อควรระวัง

1. ห้ามใช้น้ำจืดล้าง เพราะจะกระตุ้นเข็มพิษให้ทำงานมากยิ่งขึ้น ส่วนการใช้แอมโมเนียล้าง ก็จะทำให้อาการปวดเพิ่มมากขึ้น

2. ห้ามถูหรือขยี้

3. หลีกเลี่ยงการใช้เทคนิคพันรัดแน่นด้วยผ้ายืด

ขอบคุณข้อมูลจาก คู่มือจำแนกชนิดแมงกะพรุน ศูนย์วิจัยชายฝั่งทะเลและอ่วไทยตอนล่าง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และ วิชาการ.คอม

Posted in นานาสาระ ... | Tagged: | Leave a Comment »

10 ข้อดีของ’กะปิ’

Posted by Kru nawaporn บน ธันวาคม 11, 2014

กะปิ 


คนไทยรู้จัก “กะปิ” เป็นอย่างดี บ้างก็ชอบกินบ้างก็ไม่ชอบกินเพราะกลิ่นแรง แต่ก่อนที่จะปฏิเสธอาหารที่ทำจากกะปิ หรือ อาหารที่มีกะปิเป็นส่วนประกอบอยากให้ฟังข้อดีของกะปิก่อน

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่ากะปิยังมีมวลสารของดีดังต่อไปนี้
1. น้ำมันดี มีโอเมก้า 3 เป็นหลักเพราะ “เคย” เป็นแหล่งโอเมก้า 3 ยิ่งกว่าปลาน้ำเค็มชนิดไหน ๆ และน้ำมันจากเคยก็เป็นส่วนดูดซึมง่าย

2. กรดอะมิโน มีมากทั้งในกะปิและน้ำปลา แต่ในกะปิมีมากกว่าไข่ไก่ 1 ฟอง และข้อดีคือส่วนใหญ่เป็นโปรตีนแบบย่อยง่าย

3. แร่ธาตุ ที่ขาดไม่ได้อย่างแคลเซียมเป็นตัวหลักเพราะกะปิประกอบด้วยสัตว์ทะเลขนาดจิ๋วที่กินได้ทั้งตัวจึงเท่ากับได้แคลเซียมและแร่ธาตุทะเลอย่างไอโอดีนแบบเต็ม

4. แอนตี้ออกซิแดนท์ โดยเฉพาะ “แอสตาแซนทิน” ที่กินแล้วให้พลังต้านอนุมูลอิสระได้ดียิ่งกว่าวิตามินทั่วไป

ข้อดีของกะปิ 10 ข้อที่ขอให้รู้

1. บำรุงกระดูก แคลเซียมจะถูกปลดปล่อยจากกะปิถ้าผ่านความร้อน เช่น ตอนปิ้งกะปิหรือทำข้าวคลุกกะปิด้วยข้าวสวยร้อน ๆ ถ้าเบื่อดื่มนมมากก็ขอให้ลองหากะปิมาทานบ้างเพราะให้แคลเซียมมากกว่านมวัวหลายเท่านัก

2. ถูกกับเลือดจาง กะปิมีวิตามินบี 12 ซึ่งต้องได้จากภายนอกเท่านั้นร่างกายเราสร้างเองไม่ได้แต่มีในกะปิ วิตามินชนิดนี้ดีกับเลือดมากหากขาดจะทำให้ป่วยเลือดจางได้เช่นเดียวกับท่านที่กินมังสวิรัติ

3. ไม่ให้ร้างฟัน มีการศึกษาโดยคุณหมอฟันที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ว่ากะปิที่ผ่านความร้อนช่วยให้ฟันไม่ผุ ทำให้ชาวใต้ที่รับประทานกะปิและน้ำบูดูบ่อยไม่ค่อยพบปัญหาฟันผุฟันสึกมากเหมือนพี่น้องภาคอื่น ๆ

4. บำรุงมันปลา มีน้ำมันโอเมก้า 3 ชนิดเดียวกับที่อยู่ในปลาน้ำลึกมากเพราะเป็นตัวแม่ที่แท้จริงที่สร้างน้ำมันดีชนิดนี้ แถมมีมากและดูดซึมได้ดีด้วยลองช่วยกินสลับกับปลาสดบ้างก็ดี ไม่ต้องกลัวธาตุเค็ม หรือ โซเดียม เกินจากกะปิเพราะถ้าเทียบกันแล้วอาหารใกล้ตัวหลายอย่างมีมากกว่าอย่างปลาเค็ม ไส้กรอก แหนมและขนมกรุบกรอบใส่ผงชูรส

5. หาจุลินทรีย์ เป็นเชื้อดีที่หมักอยู่ในกะปิมีสารพัดจุลินทรีย์ที่ช่วยเป็น “โปรไบโอติกส์” ในลำไส้เสริมภูมิให้เชื้อผู้ร้ายไม่มาแผ้วพาน แต่ข้อสำคัญคือต้องเลือกกะปิที่สะอาดดีจริง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเพิ่มเชื้อร้ายให้ท้องไส้เสียกันไปได้

6. มีป้องกันตา มีแอนตี้ออกซิแดนท์สำคัญคือ “แอสตาแซนทิน” กินแล้วช่วยคลายเครียดให้ตา ให้ไม่เหนื่อยล้าเมื่อยตาและล้างสนิมแก่ออกจากตาได้ดี

7. พาวิตามินดี นอกจากแสงแดดแล้วกะปิเป็นแหล่งวิตามินดีที่แสนดีที่นอกจากช่วยกระดูกแล้วยังช่วยคลายเครียดให้อารมณ์ผ่องใสได้ เพราะคนที่ไร้วิตามินดีมาก ๆ นั้นจะมีอารมณ์ออกไปทางซึมเศร้าเฉาชีวิต

8. ไม่มีเลือดหนืด ด้วยอานิสงส์จากน้ำมันดีในกะปิอีกแล้วที่ช่วยหล่อลื่นให้เลือดไหลปรูดปราดไม่ขาดช่วง ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันตามที่สำคัญอย่างหัวสมองและหัวใจ ออกฤทธิ์คล้าย ๆ พี่ใหญ่แอสไพรินทีเดียว

9. ไม่จืดความคิด โอเมก้า 3 ช่วยหล่อลื่นให้สมองแล่นไวเหมือนกับได้น้ำมันออโต้ลู้บบำรุงสมอง และน้ำมันในกะปิเป็นของที่ละลายผ่านไขมันได้ดี จะช่วยบำรุงส่วนประสาทที่มีชั้นไขมันเคลือบอยู่ได้มาก

10. พิชิตโรคใจ ทั้งปกป้องห้องหัวใจและป้องกันหัวสมองที่เป็นดั่งดวงใจ ยกเว้นว่าอย่าทานเค็มจัดเกินไปเพราะในกะปิมีตัวช่วยสำคัญคือน้ำมันที่ช่วยหลอดเลือดอยู่ ทั้งในสมองและหัวใจเป็นเสมือนชุมทาง

ข้อควรระวังเกี่ยวกับกะปิก็เห็นจะเป็นเรื่อง เค็ม และแพ้ ในเรื่องเค็มนั้นให้ระวังในท่านที่เป็นความดันสูงและโรคไตหรือปริ่ม ๆ เริ่มจะมีของเสียคั่ง ส่วนในเรื่องแพ้นั้นจะเกิดเมื่อใช้กะปิเคยที่เสื่อมสภาพมาหมัก จะมีฮิสตามีนออกมามากเหมือนน้ำปลาเสื่อมสภาพ และการแพ้อีกอย่างคือแพ้จากพิษของกะปิที่ไม่สะอาดเพราะกระบวนการทำกะปิออกจะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนมากมีการสัมผัสกับอากาศและสิ่งแวดล้อมภายนอกทั้งพื้นและน้ำมือคนมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องยากที่จะตรวจสอบเพราะการปนเปื้อนนี้ไม่อาจเห็นได้ แต่มีเทคนิคให้ไว้ 2 ข้อก็คือให้ใช้กะปิสุกที่ปิ้งย่างแล้วหรือปรุงด้วยความร้อน กับอีกข้อหนึ่งคือเลือกกะปิจากเจ้าที่คุ้นเคย


ข้อมูลจาก : โรงพยาบาลราชวิถี

Posted in สุขภาพ และโภชนาการ | Tagged: , , | Leave a Comment »

อีโบลา เชื้อไวรัสมรณะ

Posted by Kru nawaporn บน ตุลาคม 15, 2014

Untitled-2

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

Posted in สุขภาพ และโภชนาการ | Tagged: , , | Leave a Comment »