:: ครูนวพร ::

  • Today’s Photo

  • Calendar:

    สิงหาคม 2008
    อา พฤ
    « ก.ค.   ก.ย. »
     12
    3456789
    10111213141516
    17181920212223
    24252627282930
    31  
  • Archieves:

  • จำนวนผู้เข้าชม

    • 449,944 hits

ประตูแห่งชีวิต

Posted by Kru nawaporn บน สิงหาคม 14, 2008

ข้อความ : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

บางคนแทบจะไม่เคยสนใจเรื่องลมหายใจ แค่หายใจผ่านไปวันๆ ก็คิดว่าเพียงพอแล้ว แต่การหายใจอย่างถูกวิธีสามารถบำบัดโรคและสร้างพลังชีวิต ซึ่งวงการแพทย์และศาสตร์ตะวันออกให้ความสำคัญกับการหายใจในมิติที่ลึก

หลายคนคงได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่า เรายังหายใจไม่ถูกวิธี และไม่รู้ว่า การหายใจยาวๆ ลึกๆ มีคุณประโยชน์ต่อชีวิตมากเพียงใด
ลองสังเกตง่ายๆ เวลาคุณอยู่ริมทะเลหรือในป่าเขา คุณรู้สึกสดชื่น เสมือนหนึ่งการชาร์จแบตเตอรี่ให้ร่างกาย ต่างจากการเดินอยู่ริมฟุตบาทหรือแหล่งชุมชน เราจะรู้สึกเหนื่อยล้า 

นอกจากการหายใจยาวๆ ลึกๆ แล้ว อากาศที่บริสุทธิ์ก็จำเป็นต่อชีวิต ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องใกล้ตัว ทั้งๆ ที่ลมหายใจเป็นประตูเชื่อมโยงกายและจิต และมีความสำคัญต่อชีวิตในอันดับต้นๆแม้กระทั่งศาสตร์ตะวันออกและวงการแพทย์แผนปัจจุบัน ก็มีหลักฐานยืนยันว่า การหายใจที่ลึกและยาว มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจมากกว่าการหายใจแบบปกติ  

ทางเดินของลมหายใจ

การหายใจ คือ กระบวนการนำออกซิเจนจากบรรยากาศภายนอกเข้าสู่ร่างกาย หลังจากเกิดการสันดาปในร่างกายแล้ว จะเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนท้ายแล้วถูกขับออกมา การขนส่งแก๊สเกิดขึ้นผ่านระบบไหลเวียนของเลือด การแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างเลือดกับเนื้อเยื่อ ซึ่งเกิดขึ้นตามเซลล์ร่างกาย เราเรียกว่า การหายใจภายใน ส่วนการแลกเเปลี่ยนก๊าซระหว่างเลือดกับอากาศภายนอก ซึ่งเกิดในปอด เรียกว่า การหายใจภายนอก

ส่วนระบบหายใจแบ่งได้เป็นสองส่วนคือ 1.ทางเดินอากาศ เพื่อให้ลมเข้าออก และ 2.ส่วนของการหายใจได้แก่ ปอด อันเป็นที่เปลี่ยนก๊าซในเลือดกับอากาศ
ทางเดินของระบบหายใจเป็นระบบกึ่งอัตโนมัติ สามารถดำเนินไปได้ด้วยตัวมันเองอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลไกลการควบคุมอัตโนมัติจะส่งสัญญาณผ่านประสาท phrenic ไปยังกล้ามเนื้อระบบหายใจ กระบังลม และกล้ามเนื้อซี่โครงประสาท phrenic 2 เส้น แยกจากกระดูกสันหลังส่วนบน (Cervical) ระหว่างข้อที่ 3-4 และ 4-5 ไปยังกระบังลม เส้นประสาท 11 คู่ แยกจากข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลังส่วนกลางข้อที่ 1-11 ไปตามกล้ามเนื้อซี่โครง ประสาทที่รับผิดชอบการหายใจเข้า แยกต่างหากจากประสาทที่รับผิดชอบในการหายใจออก 

อย่างไรก็ตาม สภาวะอารมณ์มีผลต่อระบบหายใจ ความตกใจ ความกลัว ความตื่นเต้น จะทำให้หายใจเร็วขึ้น ส่วนการแสดงออกทางอารมณ์ อย่างการหัวเราะ การร้องไห้ ต้องอาศัยกลไกการหายใจที่เหมาะสม สมองส่วนบนจะลดการควบคุม ปล่อยให้ศูนย์กลางการหายใจที่สมองส่วนกลางทำหน้าที่เป็นหลัก เช่นเดียวกับอารมณ์ในสภาวะต่างๆ ทางสมอง ก็มีผลต่อการหายใจหากปรับการหายใจให้ถูกต้อง เราจะสามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกได้ อย่างการถอนหายใจยาวๆ จะช่วยคลายความเกร็งทางอารมณ์ได้ หรือสูดหายใจยาวก็จะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า 

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการหายใจที่หลากหลาย ก็มีอิทธิผลต่อสภาวะจิตอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นความเร็วความลึกของลมหายใจ อัตราส่วนการเคลื่อนไหวของปอดกับหน้าท้อง การกลั้นลมหายใจ อัตราส่วนระหว่างลมหายใจเข้า-ออก 

 

หายใจยาวๆ ช่วยรักษาโรค

เซลล์ทุกเซลในร่างกายต้องการออกซิเจน เพื่อนำไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่ในร่างกายบางคนมีออกซิเจนเหลือน้อย เพราะของเสียและก๊าซเสียในร่างกายมีอยู่ปริมาณมาก

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนเราต้องนำของเสียออกจากร่างกายให้มากที่สุด โดยการสูดอากาศบริสุทธิ์เพราะปกติแล้วออกซิเจนมีอยู่ในอากาศเพียง 21 เปอร์เซ็นต์ แม้จะหายใจตามปกติ ก็ยังไม่สามารถนำออกซิเจนไปใช้ประโยชน์ในร่างกายได้อย่างเต็มที่
แพทย์หญิงวิไล ธนสารอักษร ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นอีกคนที่ใช้วิธีการหายใจแบบยาวๆ รักษาโรคผิวหนังให้คนไข้ เธอตั้งชื่อการหายใจลักษณะนี้ว่า ออกซิเจนเธอราพี ซึ่งเธอเรียนรู้จากคุณหมอนลินี ซึ่งไปเรียนการแพทย์ทางเลือกเพิ่มเติมที่ศรีลังกา จึงนำมาสอนแพทย์ด้วยกันที่โรงพยาบาลสมิติเวช และสามารถนำมาใช้รักษาคนไข้ได้หลายโรค  

ก่อนอื่นต้องหัดหายใจช้าๆ ยาวๆ โดยการหายใจเข้าให้เต็มปอด จากนั้นให้กลั้นหายใจให้นานที่สุด เพื่อนำอากาศบริสุทธิ์เข้าไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย แล้วหายใจออกทางปาก เพื่อนำของเสียออกจากร่างกายให้กลั้นหายใจเท่าที่จะทำได้ พอรู้สึกว่าไม่ไหว ให้หายใจออกทางปาก เคยมีคนกลั้นหายใจได้นานหนึ่งนาที ควรปฏิบัติวันละสามรอบ คือ เช้า กลางวัน และเย็น” คุณหมอวิไลเล่าและโยงว่า  

ในขณะที่หายใจยาวๆ จิตของเรา ก็จะนิ่งอยู่กับลมหายใจ อนุมูลอิสระก็จะลดลง ทำให้สารก่อเซลล์มะเร็งมีปริมาณน้อยลง อีกอย่างก็คือ สารอนุมูลอิสระมีส่วนทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยก่อนวัย

นอกจากนี้ยังมีผลงานการวิจัยหลายชิ้น ยืนยันว่า การหายใจในลักษณะนี้จะช่วยทำให้อนุมูลอิสระเกิดขึ้นน้อยลง คล้ายการหายใจแบบโยคะหรือการนั่งสมาธิ เพราะขณะที่เราหายใจ สภาวะจิตจะนิ่ง ฮอร์โมนความเครียดก็จะน้อยลง

หากฮอร์โมนความเครียดหลั่งออกมาเยอะ จะทำให้ติดเชื้อง่ายและชราภาพเร็ว ปกติคนไข้ภูมิแพ้ ถ้ามีอาการมาก ก็ต้องใช้พวกยาสเตอรอยด์ บางครั้งทำให้เกิดอาการหน้าบวม ตัวบวม แต่เราไม่อาจหลีกเลี่ยง จำต้องให้ยา เพราะคนไข้อาการหนัก จนกระทั่งเราใช้วิธีหายใจมาช่วย ให้คนไข้ปฏิบัติวันละสามครั้ง ครั้งละยี่สิบนาที สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อาการผิวหนังเริ่มบรรเทาลง

คุณหมอบอกว่า เคยมีคนไข้รายหนึ่งอาการหนักมาก หมอไม่สามารถรักษาได้แล้ว ยาก็เอาไม่อยู่ เราก็ให้เขาฝึกหายใจแบบนี้ที่บ้าน เพราะอาการโรคผิวหนัง ยิ่งเครียดยิ่งมีอาการมากขึ้น ยิ่งกังวลก็ไปเกา แกะแผลบนผิวหนัง ผลปรากฏว่า ฝึกหายใจแบบนี้อาการจะดีขึ้น เพราะเขาไม่เครียด หมอเชื่อว่า ไม่ว่าโรคใดที่เราเป็นอยู่ ถ้าเรามีความเครียดน้อยลง อาการก็จะดีขึ้นแน่นอน

เหตุผลดังกล่าว ทำให้คุณหมอตัดสินใจนำเสนอออกซิเจนเธอราพี มาใช้รักษาคนไข้โรคสะเก็ดเงินที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เพราะโรคนี้ผู้ป่วยมักมีอาการเรื้อรังและเครียด ก่อนหน้านี้เราเคยส่งกลุ่มเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้เข้าวิปัสสนากรรมฐานทำมานานกว่า 5-6 ปี ปรากฏว่าเด็กๆ อาการดีขึ้น และทุกวันนี้เด็กบางคนไม่จำเป็นต้องรับประทานยา เพราะได้เรียนรู้การหายใจที่ถูกวิธีและสภาจิตดีขึ้น

ทำไมเธอถึงเชื่อว่า วิธีการหายใจเพื่อให้จิตสงบเป็นอีกแนวทางในการรักษาโรค โดยนำมาผสมผสานรักษาผู้ป่วยโรคผิวหนัง

คุณหมอวิไลเล่าว่า เมื่อ 7-8 ปีที่แล้วถูกคุณหมอนลินีหลอกไปเข้ากรรมฐานกับคุณแม่สิริ กรัยชัย พอเข้าคอร์สแล้วรู้สึกว่าได้พบสิ่งที่อัศจรรย์ในชีวิต ใจของเราสบายเบา มีความสุข เวลามีเรื่องอะไรเข้ามากระทบก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา

เธอยกตัวอย่างตอนแท้งบุตรและเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาคุณพ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ถ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรม สภาวะจิตคงย่ำแย่ แต่ตอนนี้มีวัคซีนทางใจ

ตอนคุณพ่อป่วยเป็นมะเร็ง พอท่านรู้ตัว ก็ทรุดทันที ก็พาคุณพ่อเข้าวิปัสสนา พอออกมาอาการดีขึ้น ร่างกายสดใส จริงๆ มะเร็งก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่จิตใจสบายผ่องใส เราก็งงมาก เพราะคุณพ่ออาการดีขึ้น มะเร็งหดตัวลง เพราะเข้าวัดกินมังสวิรัติ ก็เลยมีเพื่อนคุณหมอเอากรณีนี้ไปศึกษาต่อที่เมืองนอก และจากกรณีของคุณพ่อ ทำให้เราได้คำตอบว่า จิตบำบัดกายได้ อย่างคนที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังให้เข้าวิปัสสนากรรมฐาน รู้จักวิธีการหายใจที่ถูกต้อง ปรากฏว่าผื่นคันดีขึ้น ให้ยาน้อยลง

นอกจากนี้ เธอบอกว่า อาการป่วยทุกโรคมาจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง สิ่งที่สร้างภูมิคุ้มกันได้ก็คือ ความสงบ หรือการนั่งสมาธิ ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน เคยมีผลงานวิจัยในต่างประเทศทำเรื่องพวกนี้ โดยการเจาะเลือดไปพิสูจน์ ปรากฏว่า เม็ดเลือดขาวที่เป็นภูมิคุ้มกันร่างกายสูงขึ้น ร่างกายสามารถสร้างสมดุลจัดการเชื้อโรคที่แปลกปลอม แม้กระทั่งเซลล์มะเร็งก็หดลง

เคยใช้วิธีการหายใจลักษณะนี้กับกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ มะเร็ง และติดเชื้อ เมืองนอกก็วิจัยมาหมดแล้ว เราก็เคยทดลองกับกลุ่มคนป่วยเรื้อรังโรคสะเก็ดเงิน ส่วนใหญ่ไม่มีทางออกแล้ว ก็ให้ฝึกหายใจให้ถูกต้อง ผลออกมาว่า คนที่หายใจแบบนี้วันละสองช่วง ช่วงละยี่สิบนาที กลับมาหน้าตายิ้มแย้มและอาการดีขึ้น”

คุณหมอเองก็หัดหายใจลักษณะนี้ แรกๆ อาจรู้สึกติดๆ ขัดๆ พอปฏิบัติไปสักระยะ ก็รู้สึกสบาย หมอเชื่อว่าสภาวะจิตและกายเกี่ยวเนื่องกัน ถ้าจิตไม่นิ่ง เราก็จะแก้ปัญหาผิดๆ และสภาพร่างกายก็แย่ลง จึงมักจะบอกคนไข้ว่า อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่หมอบอก ให้ลองทำ ถ้าดีขึ้นก็เป็นรางวัลแก่คนไข้ ถ้าไม่ดีขึ้น ก็ไม่เสียหาย เพราะการหายใจเร็วๆ แทบจะไม่ได้สูดอากาศดีๆ เข้าสู่ร่างกายเลย สังเกตได้ว่า คนยุคใหม่หันมาเล่นโยคะ นั่งวิปัสสนา แต่เทคนิคแบบไหนก็ใช้ได้หมด

เธอนำออกซิเจนเธอราพีมาทดลองใช้กับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน โดยแบ่งคนไข้ออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มหนึ่งรักษาตามปกติให้ยาเหมือนเดิม อีกกลุ่มให้ยาปกติควบกับการหายใจให้ถูกต้อง หลังจากนั้นนำทั้งสองกลุ่มมาเปรียบเทียบกัน

คนเราควรหายใจลึกในจุดที่มีอากาศบริสุทธิ์ คนที่ปฏิบัติธรรมจะดูผ่องใส เพราะอนุมูลอิสระเกิดขึ้นน้อยลง อย่างคุณพ่อหมอป่วยเป็นมะเร็งอยู่ได้นานกว่าเจ็ดปี แม้ว่าเราจะบินไปหาหมอมือหนึ่งของโลก แต่มะเร็งจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบ แต่คุณพ่อหมอก็ไม่หวั่นไหว จากไปอย่างสงบ คุณหมอว่า วิปัสสนามีคุณค่า ทำให้จิตใจไม่ทุกข์และทรมาน” 

 

ลมหายใจแบบโยคะ 

ศาสตร์ตะวันออกให้ความสำคัญกับการหายใจให้ถูกวิธีเป็นอันดับต้นๆ ไม่ว่า ชี่กง โยคะ ไทเก๊ก ไอคิโด การนั่งสมาธิ และการบำบัดร่างกายบางอย่าง ก็ต้องมีการเดินลมหายใจให้ยาวและลึก

นอกจากการฝึกอาสนะโยคะ ยังมีปราณยามะ ซึ่งเป็นการฝึกควบคุมลมหายใจที่ทำงานเชื่อมต่อกับระบบประสาทอัตโนมัติ เพื่อควบคุมการทำงานของจิต และเตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกสมาธิ ซึ่งการฝึกหายใจแบบโยคะไม่ใช่การเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย แต่เป็นการลดอากาศ เพื่อลดการหายใจนำผู้ฝึกไปสู่ความสงบภายใน
ปราณยามะ จึงเป็นการควบคุมปริมาณอากาศเข้าสู่ร่างกายให้น้อยลง ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายเข้มข้นมากขึ้น การฝึกลักษณะนี้เพื่อให้ร่างกายทนต่อคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้มข้นได้ดี ทำให้หายใจน้อยลงและช้าลง จิตสงบเร็วขึ้น  

เทคนิคการหายใจแบบโยคะเป็นการคืนความสมดุลให้กับตนเอง นั่นหมายความว่า เราควรฝึกอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ฝึกไปจนชั่วชีวิต ตามตำรากำหนดไว้ว่า ไม่ให้ฝึกพร่ำเพรื่อ ให้ทำวันละไม่เกิน 4 เวลาคือ ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น เที่ยงวัน พระอาทิตย์ตก และเที่ยงคืน และในแต่ละครั้งไม่ควรฝึกเกิน 80 รอบ (ใช้เวลาไม่เกิน 90 นาที)อย่างไรก็ตาม ผู้ฝึกปราณายามะเบื้องต้นอาจฝึกวันละ 1 ครั้งครั้งละ 10 นาที ถ้าผลที่ได้รับจากการฝึกเป็นไปด้วยดี ก็เพิ่มเวลามากขึ้น แต่อย่าฝืนลอง ปรับการฝึกให้เหมาะสม อาจเริ่มจากง่ายไปหายาก เริ่มต้นด้วยการเฝ้าดูลมหายใจตัวเอง การหายใจด้วยหน้าท้อง การหายใจด้วยทรวงอก การควบคุมอัตราส่วนลมหายใจ 1 ต่อ 1 ฯลฯ  

หากฝึกปราณายามะไปช่วงหนึ่ง ร่างกายอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงการหายใจของตนเองไปในทิศทางที่สมดุลขึ้น เนื่องจากประสิทธิภาพของระบบหายใจดีขึ้น

กลไกการหายใจในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องการจัดปรับระบบทั้งหมดของร่างกายอย่างเป็นองค์รวม เพื่อให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุด กลไกนี้ละเอียดอ่อนและซับซ้อนเกินกว่าความเข้าใจของมนุษย์ เป็นไปนอกเหนือการสั่งงานใดๆ ของเรา”

กวี คงภักดีพงษ์ ครูสอนโยคะรุ่นบุกเบิก ผู้อำนวยการสถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบ้าน เชื่อมโยงเรื่องนี้ว่า ลมหายใจเป็นสะพานเชื่อมกายและจิต และลมหายใจมีระบบประสาทอัตโนมัติ สังเกตได้ว่า เวลาเราโกรธหรือดีใจ การหายใจจะเปลี่ยนไป ซึ่งโยคะจะให้ความสำคัญกับลมหายใจไว้สูงกว่าการฝึกท่าอาสนะ

การฝึกปราณ คือ การที่เราตั้งใจควบคุมกลไกการหายใจของเรา ซึ่งใช้เวลาไม่นาน การหายใจลักษณะนี้ มีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละเทคนิค เมื่อฝึกเสร็จก็กลับไปหายใจตามธรรมชาติเหมือนเดิม

การฝึกลมหายใจเป็นการฝึกควบคุมสภาวะดั้งเดิมที่เป็นระบบอัตโนมัติ ถ้าฝึกลมหายใจได้ก็ควบคุมจิตตัวเองได้ แม้วิธีการหายใจแบบโยคะจะมีองค์ประกอบที่หลากหลาย แต่เป้าหมายก็เพื่อการพัฒนาจิต เพราะโยคะไม่ใช่ศาสตร์การรักษาโรคโดยตรง เป็นศาสตร์เสริมสร้างร่างกายให้เป็นปกติมากกว่า แต่คนที่เป็นโรคแล้วมาฝึกโยคะ ก็ได้รับผลพลอยได้ ทำให้อาการของโรคดีขึ้น

การฝึกปราณายามะช่วยให้บางโรคดีขึ้น ซึ่งมีงานวิจัยรองรับ อย่างโรคหืดหอบ โรคหลอดเลือดหัวใจที่เกิดจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบเกินกว่าปกติ โรคท้องผูก โรคปวดหลังที่มีสาเหตุจากความเครียด ซึ่งการฝึกปราณายามะบางเทคนิค เน้นไปที่การปรับการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติระหว่างกลุ่มประสาทที่รับผิดชอบด้านการตื่นตัว และกลุ่มประสาทที่รับผิดชอบด้านการผ่อนคลายให้ทำงานสมดุลมากขึ้น อย่างคนที่มีปัญหาตื่นยาก ก็จะตื่นนอนดีขึ้น หรือคนนอนหลับยาก ก็จะนอนได้อย่างปกติ”

หลายคนรู้ดีว่า ความเครียดก่อให้เกิดความไม่สมดุลในร่างกาย อาจมาจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยสภาวะแวดล้อมภายนอกและภายในร่างกาย ความเครียดจะไปกระตุ้นไฮโปทาลามัส ส่งผลไปกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทธิก และกระตุ้นต่อไปยังต่อมอดรีนาล (Adrena) เกิดการเปลี่ยนแปลงกลไกภายในร่างกาย อย่างเช่น หัวใจเต้นแรงขึ้น ความดันโลหิตระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

หากร่างกายจัดการกับความเครียดไม่ได้ ระบบการทำงานต่างๆ ก็ไม่ปกติ นำไปสู่โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง นอนไม่หลับ สภาวะกรดมากเกินไป ฯลฯ

การฝึกโยคะเป็นการดูแลร่างกายแบบองค์รวม ทั้งระบบประสาท ระบบฮอร์โมน ระบบกล้ามเนื้อ ฯลฯ รวมถึงการดูแลจิตใจ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ต้องรู้จักตนเองทั้งหมด รวมถึงรู้จักระบบหายใจของตนเองให้ถ่องแท้ เพราะผู้คนในปัจจุบันละเลยที่จะรู้จักตนเอง 

 
  • อย่ามัวค้นหาความผิดพลาด จงมองหาหนทางแก้ไข
  • อารมณ์ขันเป็นสิ่งยอดเยี่ยมที่สุดที่ช่วยรักษาสิ่งอื่นได้ เพราะทันทีที่เกิดอารมณ์ขัน ความรำคาญและความขุ่นข้องหมองใจจะมลายไป กลับกลายเป็นความเบิกบานแจ่มใสของจิตใจเข้ามาแทนที่
  • อย่ากลัวที่จะนั่งหยุดพักเพื่อคิด
  • 1 นาทีที่คุณโกรธเท่ากับคุณได้สูญเสีย 60 วินาทีแห่งความสงบในจิตใจไปแล้ว
  • หนทางเดียวที่จะรักษาภาพพจน์ได้คือการซื่อสัตย์ตลอดเวลา
  • ผู้ชนะไม่เคยลาออก และผู้ลาออกก็ไม่เคยชนะ
  • ออกซิเจนสำคัญต่อปอดเช่นไร ความหวังก็เป็นเช่นนั้นต่อความหมายของชีวิต
  • การมีชีวิตอยู่นานเท่าใดมิใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือ มีชีวิตอยู่อย่างไร
  • เราเข้าใจชีวิตเมื่อมองย้อนหลังเท่านั้น แต่เราต้องดำเนินชีวิตไปข้างหน้า
  • ความอดทนคือเพื่อนสนิทของสติปัญญา
  • พรสวรรค์ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ คือ การที่เราสามารถเอาใจเขามาใส่ใจเราได้
  • ในธรรมชาติไม่มีสิ่งใดดีพร้อม แต่ทุกอย่างก็สมบูรณ์แบบในตัวเอง ต้นไม้อาจบิดเบี้ยวโค้งงออย่างประหลาด แต่ก็ยังคงความงดงาม
  • มักพูดกันว่ากาลเวลาเปลี่ยนทุกสิ่ง แต่จริงๆแล้ว คุณต้องเปลี่ยนทุกสิ่งด้วยตนเอง

 โดย ครูนวพร

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: