:: ครูนวพร ::

  • Today’s Photo

  • Calendar:

    กันยายน 2008
    อา พฤ
    « ส.ค.   ต.ค. »
     123456
    78910111213
    14151617181920
    21222324252627
    282930  
  • Archieves:

  • จำนวนผู้เข้าชม

    • 449,666 hits

เด็กกับการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทางจริยธรรม

Posted by Kru nawaporn บน กันยายน 24, 2008

สังคมก้าวหน้า เป็นธรรมและสันติสุข         

ข่าวทางสื่อต่างๆ ทุกวันนี้นำเสนอปัญหาของเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเด็กข่มขืนเด็ก วัยรุ่นปล้น-จี้ชิงทรัพย์รับน้องโหด วัยรุ่นหญิงตบตีแย่งผู้ชาย นิยมแฟชั่นไม่ใส่กางเกงใน ไฮไลต์ขนในที่ลับ ฯลฯ ซึ่งที่จริงเราผู้ใหญ่ไม่ควรแสดงออกแต่ความอิดหนาระอาใจ หรือไปโทษแต่เด็กๆ เพราะเด็กๆ จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเขาได้รับการเรียนรู้จากครอบครัว สถานศึกษา สื่อ และสิ่งแวดล้อมทางสังคมมาอย่างไร

คำถามที่สำคัญสำหรับเรา คือเด็กควรได้รับการเรียนรู้อย่างไร”

องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ของมนุษย์ เอาไว้ 4 ประการ คือ-

1. Learn to know เรียนเพื่อให้มีความรู้ และมีวิธีการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถนำความรู้ วิธีการเรียนรู้ที่ได้มาไปต่อยอด แสวงหา หรือผลิตสร้างความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ

2. Learn to do เรียนเพื่อที่จะทำเป็นหรือใช้ความรู้ไปประกอบอาชีพ และสร้างประโยชน์แก่สังคม

3. Learn to be with the others เรียนเพื่อดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมอย่างมีความสุข และสร้างสรรค์

4. Learn to be เรียนเพื่อที่จะเป็นผู้ที่รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ สามารถพัฒนาตนได้เต็มตามศักยภาพ หรือพัฒนาตนให้เป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์”

จะเห็นได้ว่า 2 ใน 4 ของเป้าหมายการเรียนรู้ตามนิยามข้างต้น เป็นเป้าหมายที่เชื่อมโยงการพัฒนาลักษณะนิสัยทางจริยธรรม คือการเรียนรู้แบบที่ 3 และ 4 เป็นการเรียนรู้เพื่อการมีจริยธรรมในการอยู่ร่วมกับคนอื่น และในการพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ชีวิตการเรียนรู้เพื่อมีจริยธรรม มนุษย์จึงมีพันธะหลักๆ 2 อย่าง คือ พันธะในการพัฒนาตนเองให้เป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของสังคม และพันธะในการพัฒนาตนเองให้เข้าถึงสัจธรรมสูงสุดหรือความจริง ความดี ความงาม เพื่อความมีอิสรภาพ ความรัก และความสุขที่แท้จริง

ชีวิตที่งดงามควรถูกฟูมฟักตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์ ดังเช่นพระนางสิริมหามายาพระมารดาของพระพุทธเจ้า เมื่อทราบว่าพระองค์ทรงพระครรภ์ก็เริ่มถือศีลมิให้ด่างพร้อย เจริญสมาธิภาวนา ทำจิตใจให้เบิกบานผ่องใสเป็นนิจ เอาใจใส่เฝ้าดูการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์ด้วยลมหายใจแห่งความรักและเปี่ยมปีติสุข ขณะที่แม่ (พ่อ) ยุคใหม่ อาจเปิดดนตรีคลาสสิคให้ลูกฟัง สัมผัสครรภ์และสนทนากับลูกด้วยความรู้สึกที่อ่อนโยน ฯลฯ เพื่อสร้างพื้นฐานจิตใจที่อ่อนโยนเป็นสุขตั้งแต่แรกเริ่มของชีวิตอันเป็นรากฐานของพัฒนาการทางจริยธรรมในวัยต่างๆ ต่อไป

หัวใจสำคัญของการเรียนรู้เพื่อสร้างลักษณะนิสัยทางจริยธรรมเพื่อความเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของสังคม คือการสร้างกระบวนการเรียนรู้ (ในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และ ฯลฯ) ให้เด็กได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้เกิดความสามารถในการใช้เหตุผลแยกแยะถูก-ผิดได้ด้วยตนเอง ตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ เคารพในเสรีภาพ ความแตกต่างทางความคิดความเชื่อ ภาษา ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา หรือทำสิ่งดีงามถูกต้องต่างๆ เพื่อให้สังคมก้าวหน้า เป็นธรรมและสันติสุข

ส่วนการพัฒนาลักษณะนิสัยทางจริยธรรมที่นำไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” ต้องมุ่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาชีวิตองค์รวมคือพัฒนากาย วาจา จิต และปัญญา ตามหลัก “ไตรสิกขา” ดังคำอธิบายของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งผู้เขียนถอดใจความสำคัญได้ดังนี้ –

1. สีลลิกขา พัฒนาศีล หรือพัฒนาการแสดงออกทางกาย วาจา ให้เรียบร้อยดีงาม ไม่เบียดเบียนทำร้ายชีวิตอื่นๆ มีความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูลกันและกัน เด็กๆ ควรได้รับการเรียนรู้เพื่อที่จะมองเพื่อนมนุษย์ สรรพสัตว์ และสรรพสิ่งในธรรมชาติในฐานะเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ที่ควรอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่เบียดเบียน แต่มีความรักความเอื้ออาทรช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน

2. จิตสิกขา (สมาธิ) พัฒนาจิตให้มีสติสัมปชัญญะ สงบ เข้มแข็ง หนักแน่น ผ่องใส เบิกบาน มีความรัก (เมตตา) ความอ่อนโยนใฝ่ใจช่วยเหลือ (กรุณา) และมีคุณธรรมอื่นๆ เด็กๆ ควรได้รับการเรียนรู้ให้มีลักษณะนิสัยที่รู้จักใช้สติยับยั้งชั่งใจ คิดก่อนพูด ก่อนทำ อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ เข้มแข็งแต่ไม่แข็งกระด้าง รักตนเองอย่างลึกซึ้ง รักเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด ผ่านกิจกรรมหลากหลายที่เสริมสร้างสมาธิ ความสงบ การมีสติในปัจจุบันขณะ

3. ปัญญาสิกขา พัฒนาปัญญาญาณให้เข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง เพื่อข้ามพ้นความหลงติดยึดมั่นในมายาภาพทั้งปวง มีชีวิตที่กลมกลืนกับสัจธรรม เป็นอิสระ เบาสบายเปี่ยมสุข และดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าด้วยการใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างนำทาง มีการกระทำความประพฤติและจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ เกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยพลังแห่งเมตตากรุณา หรือความรักความปรารถนาดีบริสุทธิ์

เด็กๆ ควรได้รับการเรียนรู้การฝึกใช้ปัญญาไตร่ตรองเกี่ยวกับความเป็นจริงของชีวิตตนเอง ความเป็นไปของโลกรอบๆ ตัว ให้รู้จักแยกแยะอะไรจริง อะไรลวง อะไรสัจจะ อะไรมายา เพื่อให้เขาค่อยๆ พัฒนาระดับสติปัญญาในการทำความเข้าใจความเป็นจริงของโลกและชีวิตอย่างละเอียดลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ได้ด้วยตนเอง ไม่ควรดูเบาว่าเด็กอ่อนเยาว์สติปัญญาทางจริยธรรม เพราะนางวิสาขามหาอุบาสิกาบรรลุโสดาบันเมื่ออายุเพียง 7 ขวบ เราไม่ควรปล่อยให้สถานการณ์ของเด็กไทยวิกฤตไปมากกว่านี้ สถาบันครอบครัว การศึกษา ศาสนา สื่อ ฯลฯ ต้องเร่งดึงเด็กของเราออกมาจาก “หล่มเหว” แห่งความรุนแรง ความฟุ้งเฟ้อ เห็นแก่ตัว บริโภคนิยม ความว้าเหว่ ความอ่อนแอทางจิตใจ การยั่วยุของสื่อประเภทมอมเมา ฯลฯ

ด้วยการร่วมสร้างการเรียนรู้เพื่อพัฒนาลักษณะนิสัยทางจริยธรรมดังกล่าวมา เพื่อให้เด็กและเยาวชนเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของสังคม

และ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่มีอิสรภาพ ความรัก และความสุขที่แท้จริง

โดย กาญจนรัตน์ ทวีศักดิ์ โรงเรียนวังไกลกังวล  แหล่งที่มา http://www.matichon.co.th/matichon 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: