:: ครูนวพร ::

  • Today’s Photo

  • Calendar:

    กุมภาพันธ์ 2009
    อา พฤ
    « ม.ค.   มี.ค. »
    1234567
    891011121314
    15161718192021
    22232425262728
  • Archieves:

  • จำนวนผู้เข้าชม

    • 446,658 hits

กระบวนการทางร่างกายขณะออกกำลังกาย

Posted by Kru nawaporn บน กุมภาพันธ์ 18, 2009

กระบวนการทางร่างกายขณะออกกำลังกาย…..ที่หลายคนยังไม่รู้

มีคำถามเหล่านี้หรือไม่

ออกกำลังกายแต่น้ำหนักไม่ลด .. ไม่เห็นดีขึ้นเลย  อะไรทำนองนี้

ปัญหาเหล่านี้ อาจเกิดจากการกินที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ร่างกายไม่ได้ใช้พลังงานสำรองออกไป  ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

15 นาทีแรกของการออกกำลังกาย  ร่างกายจะดึงพลังงานหลัก  (น้ำตาลจากตับ) ไปใช้ ซึ่งเป็นพลังงานที่เตรียมไว้ใช้ในกิจกรรมปกติของร่างกาย

15-30 นาที  เมื่อร่างกายรู้แล้วว่า กิจกรรมนี้ใช้พลังงานมากกว่าที่เตรียมไว้ ก็จะเริ่มไปดึงแป้งมาเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเพื่อให้ได้พลังงาน

30 นาทีขึ้นไป  ก็ยังไม่พออีก คราวนี้แหละจะเริ่มไปดึงพลังงานสำรอง ซึ่งเก็บไว้ในรูปของไขมันมาใช้

อธิบายว่า ทำไมต้องออกกำลังกายไม่ต่ำกว่าครั้งละ 45 นาที เพราะถ้าต่ำกว่านี้ พลังงานสำรองยังไม่ได้ใช้อะไรเลย ภายหลังการหยุดอกกำลังกาย ร่างกายจะผลิตกรดชนิดหนึ่ง (คนที่ออกกำลังกายบ่อยๆ จะมีความต้านทานต่อกรดออกมา ทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (คนที่ออกกำลังกายบ่อยๆ จะมีความต้านทานต่อกรดกำลังกายบ่อยๆ จะมีความต้านทานต่อกรดชนิดนี้ได้มาก จึงปวดเมื่อยน้อยกว่า)

แต่กระบวนการผลิตที่ว่านี้  จะต้องใช้พลังงานค่อนข้างมาก ร่างกายจึงยังคงต้องการพลังงานอย่างต่อเนื่องต่อไปอีกอย่างน้อย 15 นาที ดังนั้นร่างกายก็ยังคงดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานต่อไป

อธิบายว่า ทำไมหลังจากหยุดออกกำลังกาย เราจึงปวดเมื่อย  อุณหภูมิร่างกายสูง เหงื่อออกต่อเนื่องต่อไปอีก 15 นาที แต่!!

ใน 15 นาทีหลังหยุดออกกำลังกาย หากมีการกินอาหารจำพวกแป้งหรือน้ำตาลลงไปแม้แต่นิดเดียว (ลูกอม 1 เม็ดก็มีผลทันที) ร่างกายจะตรวจพบว่า มีน้ำตาลในแหล่งพลังงานหลักแล้ว ร่างกายจะหยุดดึงเอาไขมันมาใช้ และหันไปใช้น้ำตาลจากพลังงานหลักทันที

ดังนั้น หลังการออกกำลังกาย 15 นาที หากดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน ชาเขียว กินข้าว ขนมปัง (เครื่องดื่มเกลือแร่ ไม่แน่ใจว่ามีน้ำตาลอยู่หรือไม่) หรืออะไรก็ตามที่มีแป้ง และน้ำตาล คุณกำลังสูญเสียโอกาสที่จะลดไขมันในตัวไปอย่างน่าเสียดาย ไม่คุ้มค่าเหนื่อย

บางคนบอกว่า ก่อนออกกำลังรู้สึกหิว  ควรจะกินหรือไม่

ตอบ… ไม่ต้องกิน เพราะถึงจะรู้สึกหิว แต่เมื่อร่างกายเริ่มกิจกรรมไปประมาณ 10 นาที จะถูกสั่งให้หยุดหิวทันที และจะสั่งให้หิวอีกครั้ง เมื่อร่างกายเริ่มหยุดกิจกรรม

แต่ 15 นาทีแรกที่หยุด อย่างเพิ่งกินเด็ดขาดให้ดื่มน้ำประทังไปก่อน เป็นเคล็ดลับในการกิน และดื่ม เพื่อให้ร่างกายเกิดผลต่อการออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่

ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี การออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องของทุกคนอยู่แล้ว สำหรับจะออกกำลังกายประเภทไหนนั้น อยู่ที่บุคคล จะเลือกกันเอง และเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ไม่เป็นอันตรายกับผู้ปฏิบัติด้วย จะต้องทำตามข้อแนะนำดังนี้

ขั้นตอนการออกกำลังกาย

   ขั้นตอนที่ 1 การอุ่นร่างกาย (Warm up) ก่อนที่จะออกกำลังกาย ต้องการอบอุ่นร่างกายก่อเช่น ถ้าเราจะออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ก็ไม่สมควรที่จะลงวิ่งทันที่ เมื่อไปถึงสนามควรจะอุ่นร่างกาย มีอุณหภูมิสูงขึ้นก่อน ช้าๆ เช่น การเคลื่อนไหวร่างกาย สะบัดแข้ง สะบัดขา แกว่งแขน วิ่งเหยาะ อยู่กับที่ ช้าๆ ชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อน แล้วจึงออกวิ่ง ดังนั้น การอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายจึงเป็นขั้นตอนแรกที่จะต้องกระทำ

   ขั้นตอนที่ 2 เป็นขั้นตอนการออกกำลังอย่างจริงจัง การออกกำลังกายนั้นจะต้องเพียงพอ ทำให้ร่างกายเกิดการเผาไหม้อาหารในร่างกาย โดยใช้ออกซิเจนในอากาศ โดยการหายใจเข้าไปเพื่อทำให้เกิดพลังงาน จนถึงระดับหนึ่ง การที่จะออกกำลังกายได้ถึงระดับนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ออกกำลังกายจะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง

   ขั้นตอนที่ 3 เป็นขั้นตอนการผ่อนให้เย็นลง คือ เมื่อได้ออกกำลังกายตามกำหนดที่เหมาะสม ตามขั้นตอนที่ 2 แล้วควรจะค่อยๆ ผ่อนการออกกำลังกายลงที่ละน้อย แทนการหยุดการออกกำลังกายโดยทันที ทังนี้เพื่อให้เลือดที่คั่งอยู่ตามกล้ามเนื้อ ได้มีโอกาสกับคืนสู่หัวใจ

ที่มา และเรียบเรียง : team content http://www.thaihealth.or.th

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: