:: ครูนวพร ::

  • Today’s Photo

  • Calendar:

    กันยายน 2013
    อา พฤ
    « ก.พ.   เม.ย. »
    1234567
    891011121314
    15161718192021
    22232425262728
    2930  
  • Archieves:

  • จำนวนผู้เข้าชม

    • 449,944 hits

การดูแลปฏิบัติตนของผู้ป่วยที่เป็นตับแข็ง

Posted by Kru nawaporn บน กันยายน 11, 2013

           เนื่องจากตับมีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง รวมทั้งการสร้างการทำลาย และเผาผลาญสารต่างๆ ในร่างกายรวมทั้งอาหาร ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยมีตับแข็ง ตับจะสูญเสียหรือมีความบกพร่องในการทำงาน จึงมีความจำเป็นที่ผู้ป่วย และญาติจะต้องช่วยดูแลในการปฏิบัติของผู้ป่วยให้เหมาะสม ดังนี้ 

            อาหาร ผู้ป่วยตับแข็งในระยะที่ตับยังสามารถทำงานได้ดี ควรรับประทานอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่ตามหลักโภชนาการ และควรรับประทานอาหารพวกโปรตีนประมาณวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งจะประมาณ 60 กรัมต่อวัน

แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นตับแข็งระยะที่การทำงานของตับไม่ปกติแล้ว ซึ่งจะสังเกตุจากอาการทางคลีนิคคือ ผู้ป่วยอาจมีอาการตาเหลืองตัวเหลือง (ดีซ่าน), มีท้องโตขึ้นจากมีน้ำอยู่ในช่องท้อง (ท้องมาน), ขาบวม, มีอาการผิดปกติทางสมองซึมลง การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีภาวะขาดสารอาหารอยู่แล้วด้วย ดังนั้นอาหารที่ต้องกินแต่ละวันควรมีจำนวนแคลอรี่ต่อวันมากขึ้น และต้องการสารอาหารโปรตีน เป็นวันละ 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม คือประมาณวันละ 80-90 กรัมต่อวัน

แต่ปัญหาที่สำคัญคือผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะกินอาหารโปรตีนมากไม่ได้ เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดอาการทางสมอง (hepatic encephalopathy) จึงแนะนำให้กินมากเท่าที่ทนได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ประมาณ 40 กรัมต่อวัน จึงควรต้องกินอาหารโปรตีนที่ร่างกายสามารถทนได้เพิ่มขึ้น ซึ่งโปรตีนจากพืชจะเกิดอาการทางสมองน้อยกว่าโปรตีนจากสัตว์ จึงแนะให้รับประทานพวกถั่วเหลืองเสริม

ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นตับแข็งมากแล้ว มักจะไม่สามารถรับประทานโปรตีนได้เท่าที่ควรจะได้รับ ในกรณีนี้สามารถให้อาหารเสริมซึ่งเป็นโปรตีนชนิดกิ่ง (branch chain amino acid) เพราะการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยสามารถกินโปรตีนชนิดกิ่งได้มากเพียงพอจนทำให้ระดับโปรตีนในเลือดดีขึ้น โดยไม่เกิดอาการทางสมองอย่างไรก็ตามโปรตีนชนิดกิ่ง จะมีรสชาติที่ไม่อร่อย ผู้ป่วยบางรายอาจจะรับประทานไม่ได้ จึงมีความจำเป็นที่แพทย์ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงเหตุผลและความสำคัญ ปกติผู้ป่วยก็ควรช่วยสนับสนุนและกระตุ้นผู้ป่วยให้รับประทาน อีกปัญหาคือ อาหารโปรตีนชนิดกิ่งมีราคาค่อนข้างแพง

            ผู้ป่วยตับแข็งจะมีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยและดูดซึมไขมัน จึงไม่ควรรับประทานอาหารที่มีมันมากไป นอกจากนี้ผู้ป่วยตับแข็ง อาจมีน้ำในช่องท้อง จึงควรรับประทานอาหารจืด, พยายามอย่าเติมเกลือ หรือน้ำปลามากไป พยายามฝึกรับประทานอาหารรสจืด ผู้ป่วยตับแข็งมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตับมากขึ้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจปนเปื้อนสารอะฟาท็อกซิน ซึ่งสร้างจากรา เพราะสารนี้จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับมากยิ่งขึ้น สารอะฟาท็อกซินนี้ทนความร้อนได้สูงถึง 296 องศาเซลเซียส จึงไม่ถูกทำลายไปด้วยการทำอาหารให้สุก อาหารที่อาจปนเปื้อนอะฟาท็อกซินได้แก่ พวกถั่วลิสงตากแห้ง พริกป่นปลาเค็ม เป็นต้น

          ผู้ป่วยตับแข็งควรงดรับประทานอาหารทะเลสุกๆดิบๆ เพราะอาจติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงจนช็อค และเสียชีวิตได้ 

          เมื่อทราบว่าควรรับประทานอาหารอย่างไรบ้างแล้ว มาถึงการแบ่งเวลารับประทาน ในผู้ป่วยตับแข็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ตับทำงานไม่ปกติแล้ว ควรรับประทานอาหารวันละ 4-7 มื้อ เพราะผู้ป่วยตับแข็ง งดอาหารช่วงกลางคืน 1 คืน จะเท่ากับคนปกติ งดอาหารไป 3 วัน นอกจากนี้ยังดีกับผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยตับแข็งอาจมีน้ำในช่องท้อง ร่วมกับการเคลื่อนที่ของระบบทางเดินอาหารไม่ดี เวลารับประทานอาหารมากจะมีอาการอืดแน่นท้องได้ เพื่อง่ายในการปฏิบัติขอแนะนำตารางการรับประทานอาหาร ดังนี้

เวลา 7.00 น. อาหารเช้า / เวลา 10.00 น. อาหารว่าง / เวลา 12.00 น. อาหารเที่ยง / เวลา 15.00 น. อาหารว่าง  / เวลา 18.00 น.  อาหารเย็น / เวลา 21.30 น. อาหารก่อนนอน 

          อาหารว่าง : อาจเป็นขนมที่ทำจากถั่วเหลือง หรือนมถั่วเหลือง (น้ำเต้าหู้) ใส่ไข่ต้มโดยกินเฉพาะไข่ขาว หรือเต้าฮวยในผู้ป่วยที่ตับแข็งเป็นมากแล้ว และได้สารอาหารโปรตีนได้เท่าที่ต้องการ อาจเสริม เช่น อาหารโปรตีนชนิดกิ่งให้ในช่วงอาหารว่างสัก 1-2 มื้อ และก่อนเข้านอนอีก 1 แก้ว 

           วิตามิน ผู้ป่วยตับแข็งมักจะขาดวิตามินหลายชนิด ดังนั้นจึงควรรับประทานวิตามินเสริมร่วมด้วย อย่างไรก็ตามไม่ควรรับประทานวิตามินที่ละลายในไขมันเอง เช่นวิตามิน เอ, อี เพราะวิตามินที่ละลายในไขมัน ถ้ารับประทานมากเกินไปจะมีการสะสมที่ตับ และอาจมีผลเสียต่อตับเอง นอกจากนี้ถ้าผู้ป่วยไม่ได้ขาดธาตุเหล็กก็ไม่ควรรับประทานเหล็กเสริมเข้าไป เพราะเหล็กจะทำให้มีการสร้างผังผืดในตับมากขึ้น 

          แอลกอฮอล์ ผู้ป่วยที่มีตับแข็งแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น พวกสุราทุกชนิด เพราะอาจทำให้โรคตับแย่ลง นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการแตกของเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญสาเหตุหนึ่งในผู้ป่วยโรคตับแข็ง 

          การออกกำลังกาย ในผู้ป่วยตับแข็งที่ตับยังสามารถทำงานได้ดีสามารถออกกำลังกายได้ตามปกติเพียงแต่ไม่หักโหมเกินไป และควรมีการพักผ่อนให้เพียงพอ ในกรณีที่ตับทำงานไม่ปกติแล้วก็ควรออกกำลังกายเบาๆ เช่น วิ่งเหยาะๆ หรือเดินเร็ว ถ้ารู้สึกเพลียก็พัก ที่สำคัญควรต้องระวังการเกิดอุบัติเหตุ เพราะผู้ป่วยตับแข็งอาจมีเกล็ดเลือดต่ำและมีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เลือดออกง่าย หยุดยาก 

          ยาและสารเคมี ผู้ป่วยตับแข็งควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่ไม่จำเป็นรวมทั้งยาสมุนไพร เพราะยาหลายชนิดถูกทำลายที่ตับ และยาหลายชนิดเองก็อาจทำให้เกิดตับอักเสบ ดังนั้นจึงควรใช้ยา เมื่อมีข้อบ่งชี้ และภายใต้การดูแลของแพทย์ 

            ยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตตามอล (paracetamol) ยังเป็นยาที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยตับแข็งจะเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบ มากกว่าคนปกติ จึงควรรับประทานยาแก้ปวดพาราเซตตามอลไม่เกิน 5 เม็ด ต่อวัน หรือแนะนำให้รับประทาน ขนาด 500 มิลลิกรัมครั้งละ 1 เม็ด และรับประทานซ้ำได้ 1 เม็ดทุก 6 ชั่วโมงถ้าจำเป็นในส่วนของยารักษาโรคตับที่แพทย์จัดให้ควรรับประทานอย่างสม่ำเสมอ ยาบางชนิดเช่น ยาป้องกันเส้นเลือดโปร่งพองแตก ถ้ารับประทานไม่สม่ำเสมออาจมีผลเสียมากกว่า 

          วัคซีน ผู้ป่วยตับแข็ง ควรมีการตรวจเลือดดูว่าเคยมีการติดเชื้อไวรัสบี ,ไวรัสเอ หรือยัง ถ้ายังควรรับการฉีดวัคซีนป้องกัน เพราะถ้าติดเชื้อตับอักเสบฉับพลันจากไวรัสเอ และไวรัสบีในผู้ป่วยตับแข็ง จะมีโอกาสเกิดตับวาย และเสียชีวิตได้สูง 

          เฝ้าระวัง ผู้ป่วยตับแข็ง ควรติดตามการดูแลรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามแพทย์นัด และควรมีการเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ โดยการเจาะเลือดตรวจดูค่า AFP ซึ่งเป็น marker ของมะเร็งตับชนิดหนึ่งกับการตรวจอัลตร้าซาวด์ดูตับทุกประมาณ 6 เดือน ในกรณีที่ผู้ป่วยตับแข็งต้องได้รับการตรวจหรือทำหัตถการต่างๆ เช่น ถอนฟัน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะมีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติที่ต้องการการเตรียมผู้ป่วยเป็นพิเศษ 

ที่มา : http://www.thailiverfoundation.org/th/cms/detail.php?id=33

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: