:: ครูนวพร ::

  • Today’s Photo

  • Calendar:

    ตุลาคม 2017
    อา พฤ
    « พ.ย.    
    1234567
    891011121314
    15161718192021
    22232425262728
    293031  
  • Archieves:

  • จำนวนผู้เข้าชม

    • 450,120 hits

Archive for the ‘ธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม’ Category

เศรษฐกิจพอเพียง .. ภูมิคุ้มกัน “โลกแตก”

Posted by Kru nawaporn บน กุมภาพันธ์ 1, 2010

Sufficient Economy: Immunity against “the end of the world”

ถ้ามองอย่างเป็นระบบ อย่างใช้ความรู้ อาจกล่าวได้ว่า “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่เป็นหนทางกู้ตำบล กู้ประเทศ ให้รอดพ้นจากวิกฤติเท่านั้น แต่ยังเป็นหนทาง “กู้โลก” กลม ๆ ใบนี้อย่างแท้จริง 

clip_image002แม้หัวข้อปาฐกถาจะกำหนดไว้เพียง “แนวทางการทำงานภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ต้องเข้าใจ” แต่เพราะได้สนองงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นเวลายาวนาน ทั้งในฐานะเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และบทบาทอื่นอีกมากมาย ทำให้เนื้อหาที่ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบล วิถีีพอเพียง ตั้งใจถ่ายทอดด้วยลีลาง่าย ๆ เป็นกันเองแก่ผู้บริหาร ปตท. และเจ้าหน้าที่ทั้งหมดของโครงการฯ เกือบ 200 คน ณ. สำนักงานใหญ่ ปตท. เมื่อปลายเดือนมีนาคม

คุณรู้หรือไม่ว่า โลกกำลังป่วยหนัก

ปัญหาของโลกทุกวันนี้ไม่ว่าเป็นปัญหาอะไร เกิดที่ไหนในโลก มีสาเหตุอย่างเดียว คือ การบริโภคที่เกินพอดีของมนุษย์ เพราะทุกวันนี้ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ที่ไหน ล้วนอยู่ภายใต้ระบบเดียวที่เหมือนกัน คือ ระบบบริโภคนิยม คนทุกคนจะถูกกระตุ้นให้บริโภค สื่อต่างๆ ที่ผ่านหู ผ่านตา ล้วนชักจูงและหลอกล่อให้บริโภคเกินพอดี กินเกินพอดี (กินของมันจนเกิดโรค) ใช้เกินพอดี (มีเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว มากเกินจนล้นตู้) สะดวกสบายเกินพอดี ทำให้การใช้พลังงานของโลกพุ่งกระฉูด (ใช้รถยี่ห้อแพงๆ กินน้ำมันเยอะๆ มีเครื่องอำนวยความสะดวกที่เกินจำเป็น)

ทำไม คนที่เข้าใจ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวง จึงยอมรับว่า เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอด เขาวิเคราะห์จากเหตุผลอะไร

ความสับสนเรื่องแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง”

เริ่มต้นกล่าวถึงคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง หลายคนรู้สึกว่ายากต่อการทำความเข้าใจ เป็นเช่นนี้เพราะที่ผ่านมาหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พยายามดึงเอาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปสู่กิจกรรมที่ตนเองทำอยู่ ทำให้ภาพออกมาสับสน ไม่ครอบคลุมความหมายทั้งหมด วนเวียนอยู่ในเรื่องปลูกผัก ทำปุ๋ย ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นธรรมะ ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร ถ้าเข้าใจ และนำไปปรับใช้ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการงาน ก็จะเกิดประโยชน์กับตนเอง เป็นหลักปรัชญาที่นำไปใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตได้ทุกระดับ ทั้งการบริหารประเทศ ในองค์กรขนาดใหญ่ ในครัวเรือน หรือแม้แต่ใช้กับชีวิตส่วนตัว ซึ่งถ้าเข้าให้ถึงแก่น จะไปถึงจุดหมาย คือ ความสุขที่ยั่งยืน แต่คนไม่ค่อยเชื่อ เพราะไม่เข้าใจ ไม่รู้จักฐานของปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็น เป็นเรื่องใกล้ชิดกับชีวิตของพวกเราทุกคน นั่นคือ ความเป็นมาและเป็นไปของโลกใบนี้ ทั้งๆ ที่เราต้องอาศัยและมีชีวิตอยู่บนโลก เราไม่เคยสนใจจะรู้จัก ไม่สนใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบนโลกกลมๆ ใบนี้

ปัญหาต่างๆ มีลำดับความเป็นมานับแต่วิวัฒนาการของโลก ถ้าเราศึกษา (ซึ่งเดี๋ยวนี้มีนักวิทยาศาสตร์ช่วยศึกษา) จะพบว่า โลกใบนี้เกิดมา 4,600 ล้านปีแล้ว ในช่วงค่อนแรกคือ 4,000 กว่าล้านปี แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่หลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน มีการปรับตัวครั้งใหญ่ที่เรียกว่าโลกแตกมาแล้วถึง 5 ครั้ง แต่ละครั้ง สิ่งมีชีวิต (สัตว์และพืช) เหลืออยู่ไม่ถึง 10% ครั้งสุดท้ายแตกเมื่อ 65 ล้านปีที่ผ่านมา ตัวเร่งให้เกิดการปรับตัวของธรรมชาติ คือคนเรานี่เอง นอกจากการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็วแล้ว (วันนี้ 6,700 ล้านคน) มนุษย์ยังบริโภคทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกใบนี้อย่างเกินพอดี ในขณะที่โลกยังเท่าเดิม ไม่ได้ใหญ่ขึ้นตามจำนวนคน ทุกวินาทีที่มนุษย์บริโภค (กิน ใช้ หายใจ ฯลฯ) เท่าไร ก็คายขยะให้โลกเท่านั้นโดยไม่รู้ตัว และไม่ได้คำนึงถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ยังไม่มีใครรู้แน่นอนว่า โลกจะแตกเป็นครั้งที่ 6 อีกเมื่อไร ทุกวันนี้เราเห็นสัญญาณเตือนภัยทางธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟป่า และพายุฝน ครบหมดแล้วทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ และแต่ละครั้งคนตายนับแสน

ลัทธิเอาอย่างของเมืองไทยและคนไทย

หันมาดูเมืองไทยของเราบ้าง นับแต่เรามีแผนพัฒนาแห่งชาติฉบับที่ 1 เมื่อปี 2504 ฝรั่งมาช่วยเราทำแผนก็ใส่ความคิดให้เราว่า ต้องทำให้เศรษฐกิจมันโตขึ้นเรื่อยๆ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรมที่เราส่งเสริม

พอถึงช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 5 เราก็อยากเป็นนิกส์ อยากเป็นเสือตัวที่ 5 ตอนนั้นตัวเลขของเราโตด้วยตัวเลขสองตัวติดต่อกันถึงสามปีคือ 13.2, 12.2, และ 11.6 ในขณะที่ภาคเกษตรซึ่งเป็นวิถีชีวิตหลักของคนไทยลดลงจากประมาณ 40% เหลือไม่ถึง 10% ของรายได้ของประเทศ ระหว่างที่เราชื่นชมตัวเลขทางเศรษฐกิจ เราก็มีปัญหาเรื่องการเมือง มีการปฏิวัติเป็นระยะ มีปัญหาเรื่องวิกฤติน้ำมัน เราสูญเสียป่าไม้ไปเป็นจำนวนมาก การกระจายรายได้ไม่ดี เกิดเงินเฟ้อ ที่สำคัญ คนยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น 

clip_image004ระหว่างนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ออกมารับสั่ง ให้พยายามทำให้ประเทศของเราพอมีพอกิน ซึ่งไม่มีใครสนใจเลย

หลังจากที่เศรษฐกิจโตติดต่อกัน 3 ปี ฟองสบู่ก็แตก

บทเรียนอันหนึ่งที่พบคือ เราอยากทำอย่างคนอื่นเขา อยากเป็นนิกส์ (NIC: New Industrialize Countries) อยากเป็นเสือตัวที่ห้า

“นี่คือนิสัยอยากเอาอย่างคนอื่นเขา  … ณ วันนั้น ไม่เคยถามตัวเองเลยว่า โดยสภาพทุนทั้งหมดที่เรามีอยู่ สภาพสิ่งแวดล้อม สภาพวิถีชีวิตของคนเรา เราควรจะเป็นตัวอะไรดี ลองคิดดูว่า ถ้าวันนั้น เราดำรงความเป็นควายของเราไว้ วันนี้เราอาจรวยไม่รู้เรื่อง”

หนทางสู่ความพอเพียง เพียงก้มดูตัวเองอย่างมีสติ

เศรษฐกิจพอเพียง ต้องเริ่มต้นด้วยการเหลียวมองดูรอบๆ ตัว อย่างมีสติ เห็นสิ่งต่างๆ แล้ว เอาปัญญาใส่เข้าไป แล้วเข้าสู่ธรรมะสามประการของความพอเพียงนั่นคือ ประมาณตน มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน

จะมีการประมาณตนได้ ต้องมีการประเมินตนเองก่อน จึงจะรู้ว่า จะประมาณตนเองได้แค่ไหน

“เห็นเอกสารของโครงการฯ ที่มีการทำบัญชีครัวเรือน ลงข้อมูลเรื่องรายรับรายจ่าย นั่นแหละการประเมินตนได้ทะลุปรุโปร่งตลอดเวลา ถ้าไม่มีการประเมินก่อนจะรู้ได้อย่างไรว่า จะประมาณได้อย่างไรว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ แค่ไหนอย่างไร”

เมื่อรู้ตัวแล้ว ได้ตัวเลขข้อมูลในเอกสารแล้ว นั่นแหละคือ ผลที่จะให้เราเดินไปข้างหน้าอย่างไร ทุนนิยมใช้กิเลสตัณหาเป็นตัวนำทาง แต่เศรษฐกิจพอเพียง ใช้เหตุใช้ผลและปัญญาเป็นตัวกำกับ เมื่อลงมือทำไปแล้ว ก็อย่าประมาทต้องสร้างภูมิคุ้มกัน ก็คือการจัดการความเสี่ยง แต่ทั้งหมดนี้ต้องทำอย่างมีความรู้ รอบคอบ และที่สำคัญต้องมีจิตใจที่มีคุณธรรม

clip_image006“เศรษฐกิจพอเพียง คือ เราชนะกิเลสไหม  … ไม่ใช่สอนให้ตัดกิเลส แต่ควบคุมกิเลสอย่าให้มันชนะเรา อย่าให้มันควบคุมเรา …”

เห็นด้วยอย่างยิ่งที่โครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบล วิถีพอเพียง ที่มุ่งลดรายจ่ายมากกว่าหารายได้

“นักพัฒนาในอดีตส่วนใหญ่ ไปบอกให้เพิ่มรายได้ซิอย่าอยู่เฉยๆ ทำอะไรต่ออะไร ผมก็เริ่มโง่มาอย่างนั้นเหมือนกัน แต่มาถึงตอนนี้ ผมเห็นแล้วว่า ขั้นตอนแรกต้องลดรายจ่ายก่อน มีสารพัดเลยที่เราจะลดได้ … มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราสามารถทำได้ทันที … ถ้าเรามีความคิดที่จะดำเนินชีวิตแบบพอเพียง”

ขอบคุณบทความจาก: วารสารสื่อพลังปีที่ 17 ฉบับที่ 3

Advertisements

Posted in ธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม, ศาสนา คำสอน จริยธรรม | Tagged: , , | Leave a Comment »

10 ปรากฎการณ์ประหลาด ผลกระทบวิกฤต "โลกร้อน!"

Posted by Kru nawaporn บน มกราคม 26, 2010

clip_image002ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัย “โลกร้อน” ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ อากาศร้อนขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังเป็นต้นเหตุของปรากฎการณ์แปลกๆ มากมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับการหายสาบสูญของทะเลสาบ โรคภูมิแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ วิถีโคจรของดาวเทียมในอวกาศ

สารภูมิแพ้แพร่ระบาด

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เกิดปรากฎการณ์ประหลาดขึ้นทุกๆ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ นั่นคือ ประชาชนไอ จาม ป็นภูมิแพ้ และหอบหืดกันง่ายขึ้นและบ่อยขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปกับสภาพมลพิษในอากาศ เป็นสาเหตุสำคัญของอาการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยใหม่ๆ ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นและมีระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมากขึ้น คือต้นเหตุทำให้พืชพรรณต่างๆ ผลิใบเร็วกว่าเดิม ขณะเดียวกันปริมาณละอองเกสรที่ฟุ้งกระจายไปตามอากาศก็มากขึ้นเช่นกัน คนที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืดเมื่อสูดละอองเหล่านี้เข้าไปมากๆ อาการจึงกำเริบง่าย

สัตว์อพยพไร้ที่อยู่

ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ทำให้สัตว์บางชนิด เช่น กระรอก ตัวชิปมังก์ หรือแม้กระทั่งหนู ต้องอพยพหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงขึ้น 

clip_image003สัตว์ที่กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ ได้แก่ “หมีขั้วโลก” ที่ในอนาคตอาจมีชีวิตอยู่ในถิ่นฐานเดิมแถบอาร์กติก ขั้วโลกเหนือไม่ได้ เนื่องจากธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว

“พืช”ขั้วโลกคืนชีพ

ช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ผลจากภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลายเพราะโลกร้อน ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของพืชและสัตว์จำนวนมาก  ตามปกติ พืชแถบอาร์กติกจะถูกปกคลุมอยู่ในน้ำแข็งตลอดทั้งปี

แต่ปัจจุบัน เมื่อน้ำแข็งละลายมากขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะในช่วงก่อนฤดูใบไม้ผลิต จึงทำให้พืชที่เคยถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งกลายเป็นอิสระ สามารถเริ่มกระบวนการสังเคราะห์แสงและกลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นอีก 1 ปรากฎการณ์ใหม่ของพื้นที่ขั้วโลกเหนือ

ทะเลสาบหายสาบสูญ

เรื่องประหลาดๆ ที่เกิดขึ้นในเขตอาร์กติก หรือ ขั้วโลกเหนือยังไม่หมดแค่นั้นมีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา “ทะเลสาบ” ประมาณ 125 แห่งได้หายสาบสูญไปจากเขตอาร์กติก เป็นสัญญาณหนึ่งที่ช่วยให้เห็นว่า ภัยโลกร้อนส่งผลกระทบเร็วมากต่อสภาพแวดล้อมแถบขั้วโลก

สาเหตุที่ทะเลสาบหายไปก็เพราะ “เพอร์มาฟรอส” ที่เป็นน้ำแข็งแข็งตัวอยู่ใต้พื้นทะเลสาบนั้นละลายหมดสิ้นไป ดังนั้น น้ำในทะเลสาบจึงซึมเข้าสู่พื้นดินข้างใต้ได้ เหมือนกับเวลาเราดึงจุกปิดน้ำออกจากอ่างอาบน้ำแล้วน้ำจึงไหลหมดไปจากอ่างนั่นเอง

นอกจากนี้ การที่ทะเลสาบขั้วโลกหายวับไป ยังส่งผลลูกโซ่ปั่นป่วนไปถึงระบบนิเวศในพื้นที่ที่พึ่งพิงน้ำจากทะเลสาบอีกด้วย

น้ำแข็งใต้พื้นโลกละลาย

ภาวะโลกร้อนไม่ได้เพียงแค่ทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ชั้นน้ำแข็งถาวรที่มีอยู่ใต้พื้นผิวโลกค่อยๆ ละลายลดปริมาณลงไปเช่นกัน

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคตก็คือ จุดใต้พื้นโลก ซึ่งเคยเป็นน้ำแข็งหายไปจนเกิดเป็น “รูรั่ว” ใต้ดินขึ้นมา

เมื่อเป็นเช่นนี้สภาพทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่ย่อมเปลี่ยนไปสิ่งปลูกสร้าง หรือ สิ่งก่อสร้างของมนุษย์ เช่น ทางรถไฟ ถนน บ้านเรือน ฯลฯ ซึ่งตั้งอยู่เหนือจุดดังกล่าวมีโอกาสได้รับความเสียหายตามไปด้วย

ถ้าปรากฎการณ์น้ำแข็งละลายเกิดขึ้นบนที่สูง เช่น ภูเขา จะก่อให้เกิดภัยธรรมชาติตามมา อาทิ หินถล่มและโคลนถล่ม เป็นต้น

ชนวนเกิดไฟป่า

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันทั่วโลก ว่า ภัยโลกร้อนเป็นสาเหตุให้ธารน้ำแข็งละลายและพายุก่อตัวบ่อยและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต

ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะโลกร้อนยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด “ไฟป่า” ได้ง่ายขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก และชาติเมืองหนาวในซีกโลกตะวันตก ซึ่งตามปกติไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องไฟป่า ก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้กันแล้ว เหตุเพราะสภาพป่าแห้งกว่าเดิม จึงเป็นเชื้อไฟอย่างดี

ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงอยู่รอด

โลกร้อนส่งผลให้หน้าหนาวหดสั้นลง และหน้าร้อนมาถึงเร็วขึ้น

บรรดา “นกอพยพ” หลายสายพันธุ์ต่างมึนงง ปรับ “นาฬิกาชีวภาพ” ในตัวของมันให้เข้ากับสภาพความผันแปรของฤดูกาลที่บิดเบี้ยวไปไม่ทัน สัตว์ที่จะเอาชีวิตรอดจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนในทุกวันนี้ได้ต้องเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้น ในที่สุดสัตว์ที่อยู่รอดจะต้อง “กลายพันธุ์” หรือปรับพันธุกรรมในตัวมันเสียใหม่ เพื่อรับมือภัยโลกร้อนให้ได้ และมีสัตว์หลายชนิดกำลังวิวัฒนาการตัวเองเช่นนั้นอยู่

ดาวเทียมโคจรเร็วกว่าเดิม

clip_image004การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าถ่านหิน ยวดยานพาหนะ ฯลฯ คือ ตัวการสำคัญของวิกฤตโลกร้อน

ล่าสุดพบว่า เจ้าก๊าซตัวเดียวกันนี้เองที่ขึ้นไปสะสมมากขึ้นในชั้นบรรยากาศโลก ได้กลายเป็นต้นเหตุทำให้ “ดาวเทียม” ที่อยู่ในวงโคจรโลกเคลื่อนที่เร็วกว่าเดิม

ตามปกติ อากาศในบรรยากาศชั้นนอกสุดของโลกจะเบาบาง แต่โมเลกุลของอากาศจะยังคงมีแรงดึงดูดมากพอในการทำให้ดาวเทียมโคจรช้าๆ ดังนั้น เราอาจเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างว่า ผู้ควบคุมต้องจึดระเบิดดาวเทียมเป็นระยะๆ เพื่อให้ดาวเทียมโคจรต่อไปอย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ลอยไปสะสมในบรรยากาศชั้นล่างมากไป จะทำแรงดึงดูดของบรรยากาศชั้นนอกสุดลดกำลังลง ดาวเทียมจึงโคจรเร็วกว่าปกติ

ภูเขากระเด้งตัวเหนือพื้นโลก

ภูเขาและเทือกเขาสูงหลายแห่งทั่วโลกกำลังขยายตัว “สูง” ขึ้น เพราะผลจากโลกร้อน!

นั่นเป็นเพราะ ตามธรรมชาติที่ผ่านๆ มานับพันปี ยอดภูเขาในเขตหนาวเย็นโดยทั่วไปจะมี “น้ำแข็ง” ปกคลุมอยู่ ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับตุ้มน้ำหนักที่คอยกดทับให้ฐานล่างของภูเขาทรุดต่ำลงไปใต้พื้นผิว

เมื่อน้ำแข็งบนยอดเขามลายสูญสิ้นไป ส่วนฐานล่างที่เคยถูกกดจมดินลงไปจะค่อยๆ กระเด้งคืนตัวกลับมาเหนือผิวโลกอีกครั้ง

โบราณสถานเสียหาย

โบราณสถาน เมืองเก่าแก่ ซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ อันเป็นสิ่งแสดงถึงวัฒนธรรมอันรุ่งเรื่องของมนุษย์ในอดีตได้รับผลกระทบจากโลกร้อน

เหตุเพราะโลกร้อนทำให้อากาศทั่วโลกแปรปรวน ทั้งเกิดพายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง และล้วนแต่ยิ่งสร้างความเสียหายให้กับมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมอยู่แล้ว

โบราณสถานอายุ 600 ปีในจังหวัดสุโขทัยของประเทศไทยเรา ก็เคยเสียหายอย่างหนักเพราะภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเป็นผลจากภัยโลกร้อน มาแล้วเช่นกัน

ขอบคุณที่มา :  Web Guide 4 มีนาคม 2552 อักษรเจริญทัศน์

Posted in ธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม | Tagged: , , , | Leave a Comment »

สวนครัว "ทรีอินวัน"

Posted by Kru nawaporn บน มิถุนายน 25, 2009

ปลูกผักแบบ พอพึ่งผัน

ความเคลื่อนไหวของการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตสู่ความยั่งยืนของเกษตรกรผู้ผลิต” ที่มีจิตสำนึกเพื่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาก็ไม่น้อย คราวนี้อยากชวนท่านผู้อ่านที่เป็น “ผู้บริโภค” ลองเปลี่ยนมาเป็น “ผู้ผลิต” ปลูกผักกินเองให้สบายใจว่าไร้สารพิษ ลดรายจ่าย และกำจัดขยะในบ้านได้ด้วย มือใหม่หัดปลูกบางท่านสงสัยว่า จะประยุกต์หลักการเกษตรธรรมชาติมาใช้ทำสวนครัวในบ้านได้อย่างไร ก็ขอประมวลออกมาเป็นหลักง่าย ๆ ว่า พอ-พึ่ง-ผัน

clip_image001        พอ ก่อนจะมีสวนครัวข้างนอก ต้องเริ่มปลูกจากด้านใน คือ เกิดสติรู้จักพอในการดำรงชีวิต รวมไปถึงเรื่องอาหารการกิน เคยบริโภคฟุ้งเฟ้อตามใจปาก ก็หันมาเลือกสรรในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย สนใจที่มาของอาหารว่าเป็นคุณเป็นโทษต่อสุขภาพอย่างไร เคยออกไปกินนอกบ้านไม่เว้นแต่ละวัน ก็เปลี่ยนมาทำกินเองบ้าง คนส่วนใหญ่กว่าจะได้สติ ก็ต้องสติแตกเสียก่อนด้วยเงื่อนไขเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่สายเกินไป

        พึ่ง รู้แล้วลงมือทำถึงจะเป็นการพึ่งตนเอง ปัจจุบันคนตื่นตัวหันมากินผักผลไม้ ธัญพืช ด้วยรู้ว่าเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ป้องกันโรคมะเร็งได้ แต่ผักที่ขายทั่วไปมักปนเปื้อนสารพิษอันตราย จะขวนขวายหาซื้อผักปลอดสารพิษก็ไม่ค่อยมีขาย หรือขายกันตามซูเปอร์มาร์เก็ตติดตรารับรอง ก็ยังเชื่อไม่ได้ว่าปลอดจริง ฉะนั้นหากในบ้านพอมีบริเวณบ้าง ปลูกไว้กินเองสบายใจที่สุด มีที่แค่ไหนก็ทำให้เหมาะสมเท่าที่ทำได้

        ผัน คือ รู้จักนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้หมุนเวียนให้เป็นประโยชน์ในการปลูกสวนครัว บำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์แบบธรรมชาติ ไม่เอาสิ่งแปลกปลอมเป็นพิษ ยาฆ่าแมลง หรือปุ๋ยเคมีมาใช้ แอบไปเห็นเพื่อนพ้องกลุ่มหนึ่งปลูกผัก อยู่แถวชานเมืองกรุงเทพ ก็ปิ๊งในไอเดีย “สวนครัวกระดาษ” ที่เขาทำกันดังนี้

clip_image002      เตรียมวัสดุ ได้แก่
        1. หนังสือพิมพ์เก่า ที่กองไว้เป็นตั้ง ๆ รกบ้าน คราวนี้ไม่ต้องขายไปถูกๆ จนน่าเจ็บใจ ขนมาใช้งานนี้ได้เลย รวมทั้งกล่องหรือลังกระดาษที่เก็บไว้เปล่า ๆ
        2. ปุ๋ยคอก ที่ขายตามร้านขายต้นไม้มีราคาค่อนข้างแพง ถ้าเลือกได้ไม่อยากแนะนำให้ซื้อ คนที่อยู่แถวชานเมืองรอบกรุงเทพ เช่น ปทุมธานี นครปฐม หนองจอก มีนบุรี จะพบแหล่งซื้อปุ๋ยคอก เช่น ขี้วัว ขี้ไก่ ไนราคาถูก ปุ๋ยขี้วัว ใส่กระสอบข้าว หนัก 40-50 กก. ถุงละแค่ 40 บาท
        3. แกลบ ซื้อได้จากโรงสีแถวชานเมือง ถ้าไม่รู้ว่าอยู่แถวไหนบ้างก็ลองถามจากร้านขายต้นไม้ ใช้รถปิกอัพไปขน ถ้าพื้นที่ใช้ไม่มาก ซื้อมาเป็นกระสอบก็ได้ กะว่าใช้ประมาณ 1 กระสอบต่อ 1 ตร.ม. ถ้าไม่มีก็ต้องออกแรงไปรวบรวมเศษหญ้าที่ตัดจากสนามหญ้า ใบไม้แห้ง ตัดหญ้าที่ขึ้นอยู่ขอบทางหรือที่ว่างเปล่า มาให้ได้มากที่สุด
        4. อิฐแดงสวย ๆ ก้อนโต หาซื้อได้ตามร้านขายวัสดุก่อสร้าง

        เลือกที่เหมาะ ๆ ทำแปลง ใกล้ครัวเท่าไหร่ยิ่งดี เวลาทำกับข้าวขาดเหลืออะไร จะไปเก็บจากแปลงก็เดินนิดเดียว กำหนดขนาดให้เหมาะสม ทำได้ตั้งแต่ 2-3 ตร.ม. ไปจนถึง 25 ตร.ม. หรือใหญ่กว่านั้น รูปทรงไม่จำกัดว่าต้องเป็นแปลงยาวสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะใช้จินตนาการออกแบบเป็นตัวหนอน ดอกไม้ หรืออื่น ๆ ก็ได้ ขอแต่ให้มีพื้นที่รอบ ๆ สำหรับเดินเข้าไปปลูกหรือเก็บผักในแปลงได้สะดวก จากนั้นก็ลงมือเตรียมแปลง

        1. ถ้ามีหญ้าหรือวัชพืชอื่น ๆ ให้ถางออก ตัดหญ้าให้สั้นติดดิน ไม่ต้องขุดรากถอนโคนหรือสับดินให้เมื่อย ถ้าที่ไม่เรียบก็ใช้จอบปรับให้เสมอกัน พอให้น้ำระบายออกได้เท่านั้นพอ
        2. เอาปุ๋ยคอกมาโรยให้ ทั่วแปลง หนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
        3. เอากระดาษหนังสือพิมพ์มาปูทับบนปุ๋ยคอก ใช้หนังสือพิมพ์ทั้งเล่มกางออก แล้วคว่ำปิดทับลงไปให้ทั่วแปลง ให้กระดาษหนังสือพิมพ์ซ้อนกันอย่าให้มีช่องว่าง ถ้าใช้กระดาษกล่องหนา ๆ แผ่ออก ปูชั้นเดียวก็พอ แต่กระดาษหนังสือพิมพ์อยู่ทนกว่า นำอิฐมาเรียงตามขอบแปลงทับอยู่บนกระดาษ ให้ชายกระดาษล้ำออกมาจากขอบแปลงประมาณ 20 ซม. เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม
        4. บนชั้นกระดาษ เอาแกลบมาโรยหนาประมาณ 1 คืบ แล้วรดน้ำอีกที เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ได้แปลงสวนครัวสีสันสะดุดตา จะทำแปลงไว้ที่สนามหญ้าก็ไม่ทำลายทัศนยีภาพของบ้าน

        ทำแปลงเสร็จจะลงมือปลูกก็ทำได้ทันที จะย้ายกล้ามาปลูกหรือหยอดเมล็ด ก็ทำคล้ายกัน แหวกแกลบลงไปเป็นหลุมจนถึงชั้นกระดาษ ใช้มีดกรีดกระดาษเปิดออก แล้วขุดลงไปถึงชั้นดินให้เป็นหลุมเล็ก ๆ พอปลูก หยอดเมล็ด หรือปลูกกล้าลงไป ถ้าดินยังไม่ดี เป็นดินเหนียวจัด หรือดินทราย หาดินร่วนมากรอกในหลุม ช่วยให้กล้ามีดินสำหรับยึดรากในระยะตั้งตัว อย่าคลุกปุ๋ยคอกหรือแกลบลงไปในดิน มันจะไปแย่งธาตุไนโตรเจนกับพืช 

clip_image003        วัสดุแต่ละชั้นมีหน้าที่ของมัน ปุ๋ยคอกเป็นตัวให้ธาตุอาหาร และมีจุลินทรีย์ทำงานอยู่แข็งขัน กระดาษเป็นตัวสกัดไม่ให้หญ้าเกิด ต้องปูให้หนาเพื่อไม่ให้หญ้าข้างใต้ได้รับแสง ลำพังใช้แกลบหรือเศษหญ้าคลุมข้างบนแสงก็ยังลอดลงมาได้ อิฐเป็นตัวสกัดหญ้าไม่ให้ลุกลามเข้ามาจากนอกแปลง แกลบและกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นตัวเก็บความชื้นในดินและป้องกันผิวดินจากแสงแดด หน้าฝนแทบไม่จำเป็นต้องรดน้ำ จะรดบ้างก็ในหน้าร้อน 5-7 วันครั้งก็ยังได้ ทั้งปุ๋ยคอก แกลบและกระดาษจะย่อยสลายกลายเป็นชั้นหน้าดินหน้าภายในปีเดียว

        ที่ว่างในแปลงที่ยังไม่ปลูกอะไร หรือเก็บผักไปหมดแล้ว ใช้เป็นที่หมักเศษอาหารได้อย่างมหัศจรรย์ ไม่ต้องใส่ถุงทิ้งให้เป็นภาระรถขยะกทม. เศษอาหารเหลือทิ้งจากครัว แยกเอาถุงพลาสติค ยาง กระป๋อง และวัสดุอื่น ๆ ที่ไม่ย่อยสลายออกก่อน โดยคุ้ยแกลบลงไปถึงชั้นกระดาษแล้วเทเศษอาหารลงไปเอาแกลบกลบตามเดิม เศษอาหารจะแห้งและย่อยสลายอย่างรวดเร็วเป็นปุ๋ยให้ดิน ถ้ามีเศษเนื้อติดไป แมลงวันจะมาตอมบ้าง แต่ไม่มีกลิ่นเหม็น ระวังแต่หมาแมวจะมาคุ้ยเขี่ยเท่านั้น

ที่มา : มูลนิธิสุขภาพไทย

ขอบคุณ: Web Guide อักษรเจริญทัศน์ (อจท.)

Posted in ธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม | Tagged: , , , | 1 Comment »